สุกรี's profileนกเดินทาง : การเดินทางขอ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
นกเดินทาง : การเดินทางของความคิดInvite to the Way of thy Lord with Wisdom Qur. 16 : 125 |
||||||||
|
July 15 ความคิดเดินทางระหว่างบรรทัดด้วยพระนามของอัลเลาะห์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปราณีเสมอ
หลายวันก่อน ว่าง ๆ ไม่มีไรทำ เลยหยิบหนังสือมาเปิดอ่าน เปิดไปหน้าหนึ่ง ตัวอักษรสื่อความมาว่า สติปัญญาไม่ใช่สมอง และสมองไม่ใช่สติปัญญา ความคิดเริ่มเดินทาง หน้าต่อมาอักษรสื่อความว่า สติปัญญานี้แหละที่แบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ ขยับสายตามาที่บรรทัดถัดมาสื่อความว่า ศาสนานั้นสำหรับบุคคลที่มีสติปัญญา ไล่สายตาแต่ละบรรทัด ความคิดยังเดินทางต่อไป ย่อหน้าถัดมาสื่อความว่า แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าต่าง ๆ แผ่นดิน และการสับเปลี่ยนของเวลากลางคืนและกลางวันนั้นมีสัญลักษณ์แก่ผู้ที่ใช้สติปัญญา (อาลิ อิมรอน 109 ) หยิบหนังสือมาอีกเล่ม เปิดไปที่หน้ากลาง บรรทัดหนึ่งเขียนไว้ว่า ท่านทั้งหลายอย่าเป็นผู้รู้ที่ทรนงตน ความรู้ของท่านนั้นย่อมไม่เพียงพอกับความโง่เขลาของท่าน ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว หยิบหนังสืออีกเล่มที่ไม่ได้เปิดอ่านมานาน เปิดไปที่หน้าหกร้อยกว่า ๆ ข้อความหนึ่งวิ่งเข้าหาความคิดที่กำลังเดินทาง ทำให้มันยิ่งต้องเดินทางต่อไป ข้อความบรรทัดนั้นสื่อความว่า Invite (all) to the Way of thy Lord with wisdom And beautiful preaching And argue with them In way that are best And most gracious (16: 125) และแล้ววันว่างที่ไม่มีไรทำ ความคิดก็ออกเดินทางอีกครั้ง November 24 สะพายย่ามเดินทาง
สะพายย่ามเดินทาง
กริ่ง กริ่ง กริ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เสียงนาฬิกาปลุก บนหัวเตียง ส่งเสียงปลุกเจ้าของมา 5 นาทีแล้ว มือดำหยาบกระด้างยื่นมาที่เสียงนั้น พร้อมกดปุ่ม บนวัตถุที่ส่งเสียง
เจ้าของนาฬิกาปลุกยกหัวอันหนักอึ้งเพราะความงัวเงีย มองที่หัวเตียง สิ่งนั้น มันบอกว่า ตอนนี้ ตี 5 กว่าแล้ว เขายกตัวขึ้นจากเตียงฟูกนอนที่นุ่ม ชวนให้หลับต่อมากกว่า ตื่นมาทำอะไรบางอย่าง
“ตื่น ตื่น ตื่น” เขาเตือนสติตัวเอง
สองเท้าก้าวเดิน เปิดประตู เลี้ยวขวา เข้าไปทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย กลับเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่สดชื่น หลังจัดแจงกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว “สองเท้าขนานกัน หันหน้าไปยังทิศทางเดิม จิตใจมุ่งสู่พระองค์ ร่างกายเขาเคลื่อนไหว เปล่งวาจา นมัสการต่อเอกองค์ผู้ทรงรอบรู้ (แท้จริงอัลเลาะฮ์ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน 31/34)”
“ผมชนะซาตานที่คอยหลอกล่อผมอีกครั้งแล้ว ตอนนี้มันคงโกรธผมมากเลย” เขานึกในใจหลังจากปิดหนังสือเล่มนั้นที่เขาเคยอ่านอยู่เสมอ สมัยเด็กพ่อของเขาย้ำเสมอว่าให้อ่าน และศึกษามันอย่าทิ้งเป็นอันขาด ทุกวันนี้เขายังคงปฏิบัติอย่างที่พ่อเคยบอกไว้ แม้บางครั้งอาจไม่ได้ทำบ้าง ด้วยภารกิจที่มากมาย
นาฬิกาที่ผนังห้องบอกเวลา 8 โมงเช้าแล้ว วันนี้เขาตั้งใจจะไปหาเพื่อนที่มหา”ลัยริมแม่น้ำ หยิบย่ามใบขาวขนาดพอเหมาะ ด้านหนึ่งของย่ามสกรีนคำว่า MALSI พร้อมกับหนังสือ สี่ ห้าเล่ม หยัดใส่ในย่ามนั้น สองเท้าก้าวเดินไปที่ป้ายรอรถเมล์ เขาเห็นมีคนนั่งอยู่สอง สาม คนแล้ว เขามองหาที่นั่งว่างสักที่หนึ่ง ด้านหนึ่งของป้ายรถเมล์เขามองเห็นชายชรา ดูเหมือนว่าจะไม่มีขาข้างหนึ่ง เสื้อผ้าขาดวิ่นพลิ้วตามแรงลม ตั้งแต่เขามาอยู่ในเมืองหลวงเมื่อสามปีที่แล้ว
คราใดที่เดินข้ามสะพานลอยในเมืองเขามักเห็นคนอย่างชายชรานั้นนั่งอยู่บนสะพานลอย ในมือมีแก้วพลาสติกเก่าๆ กับเหรียญบาทสองสามเหรียญ บ้างก็เป็นหญิงชราที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง บางครั้งก็เห็นหญิงวัยกลางคน พร้อมเด็กน้อยนอนบนตัก ใส่เสื้อเก่าขาดวิ่น ตรงหน้ามีกระดาษหนังสือพิมพ์พับสี่เหลี่ยมวางอยู่ ถัดจากกระดาษสีเหลี่ยมมีขันใบเล็ก ๆ สีเครอะวางอยู่ ในนั้นมีใบยี่สิบกับเหรียญห้าบาทวางอยู่ สองมือกับประกบกันยกขึ้นเหนือหัว ก้มลงบนกระดาษสี่เหลี่ยมตรงหน้า หญิงวัยกลางคนจะทำเช่นนี้เสมอเมื่อมีคนเดินผ่าน พร้อมกับกล่าวอะไรบางอย่างเพื่อขอความเมตตาจากคนที่ใช้สะพานเป็นทางผ่าน และในบางครั้งเขาก็เห็นเป็นเด็กน้อยน่าสงสาร นัยน์ตาผิดหวัง ถือแก้วพร้อมเรียกความสงสารจากคนผ่านไปมา นี่คือสิ่งปกติที่เขาเห็นตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเมืองหลวง และเห็นเป็นประจำโดยเพาะในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน เสียงแตรบนถนนที่คลาคล่ำไปด้วยพาหนะ สี่ล้อ สองล้อที่โฉบเฉี่ยวไปตามช่องว่างของรถยนต์ ทำให้เขาตื่นจากการครุ่นคิดภาพที่เคยเห็นติดตา รถเมล์ที่เขาใช้เป็นพาหนะไปยังที่ที่ต้องการมาแล้ว มันจอดห่างเลยป้ายที่เขารออยู่สิบเมตร เขาก้าวถี่เร็ว คนอื่นที่นั่งรอมาก็เช่นเดียวกัน ต่างก้าวเท้าเร็วกว่าปกติ เพื่อให้ทันรถเมล์ที่ดูเหมือนว่าจะรีบเสมอ เขาก้าวเท้าขึ้นไปบนเครื่องยนต์เก่าคร่ำครึนั่น เบียดตัวก้าวไปท้ายรถ พยายามหาที่นั่ง มีที่ว่างข้างหลังที่หนึ่ง ข้างๆ มีชายวัยกลางคนเครายาวดำสนิทนั่งอยู่ เขามองไปยังที่ว่างนั้นก้าวเท้าพาตัวเองไปหย่อนกายนั่งลง พร้อมกล่าวกับชายกลางคนนั้น เขานั่งมองความเคลื่อนไหวบนถนน
ข่าวในจอทีวีสี่เหลี่ยมที่เขาดูเมื่อคืนรัฐบาลประกาศนโยบายขจัดความยากจน ถ้าเขาจำไม่ผิด นโยบายลักษณะเดียวกันนี้เคยได้ยินมาแล้วสมัยที่เขาเรียนประถมปลาย อาจารย์ที่โรงเรียนเคยเล่าให้ฟัง วันนี้นโยบายนั้นก็ยังอยู่ สงสัยความจนยังไม่จากไปมั่ง
รัฐบาลบอกว่าต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน หลักการนี้เขานั่งฟังอาจารย์บรรยายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ความรู้สมัยใหม่บอกว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการกระจายทรัพยากร(ความมั่งคั่ง) และย้ำว่าอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงด้วย ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดี การแสวงหากำไรสูงสุดคือสิ่งที่ชอบธรรมและเป็นเป้าหมายของการผลิต
แนวคิดสมัยใหม่ที่พยายามแสวงหาวิธีการกระจายรายได้เพื่อผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งเกิดแนวคิดต่างๆมากมาย แต่ยังไม่เจอหนทางที่ดีและยุติธรรมมากที่สุด เพราะชายชรา หญิงวัยกลางคน เด็กน้อยเหล่านั้นปรากฏทั่วไปในเมืองหลวง สังคมปัจจุบันเชื่อว่า ความอยู่ดีกินดี คือเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาสังคม ย่อมหมายความว่า ต้องทำให้เกิดการผลิตอย่างเต็มที่ ชักชวนการบริโภคอย่างมากมาย(นายทุน พ่อค้าจะได้ขายของได้) โดยมิได้กล่าวถึงอีกด้านหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่ดำรงอยู่ในสังคมนั่นคือจิตใจ กล่าวอีกอย่างคือ การพัฒนาด้านวัตถุมาก่อนทางจิตใจ
ความคิดแบบลัทธิคอมมิวนิสต์มากซิสต์ไม่ยอมรับศาสนาอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือที่ชนชั้นนำกุประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ควบคุม ปกครอง คนในสังคม เป็นยาเสพติด ส่วนความคิดแบบสังคมนิยมและทุนนิยมยอมรับในศาสนาและไม่บังคับในเรื่องศาสนา แต่มีเงื่อนไขว่า ศาสนาต้องแยกอย่างเด็ดขาดกับเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ(Secularism) สำหรับอิสลามแล้วแนวคิดสุดโต่งดังกล่าวนำมาซึ่งความล้มเหลวของสังคม ทั้งสองแบบหนึ่งเน้นวัตถุนิยมเต็มที่ แต่ละเลยซึ่งคุณค่าทางศีลธรรมและจิตใจ
สำหรับอิสลามแล้วคือความสมดุลของวัตถุละจิตวิญญาณบนพื้นฐานของ “เอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า”
ชายชรากับเสื้อที่ขาดวิ่น หญิงวัยกลางคนพร้อมลูกน้อยบนตัก อีกทั้งเด็กในวัยควรที่จะได้เรียนหนังสือ ถือแก้วพลาสติกในมือ ภาพเหล่านี้ยังคงติดตาเขาเสมอ “ไม่รู้สินะ” ทำไมมันตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเรียนมาเลย สิ่งที่เขาเห็นมันฟ้องว่าการแก้ปัญหามันล้มเหลว แต่ดูเหมือนว่าโลกของเราทุกวันนี้กำลังเดินไปตามแนวคิดดังกล่าว
เขาละสายตาจากภาพเบื้องหน้า หยิบหนังสือที่ติดมาด้วยเปิดอ่าน “ศาสตราจารย์ Laski ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองของอังกฤษได้กล่าวว่า หากจะวิเคราะห์กันแล้วระบบการผลิตแบบทุนนิยมในปัจจุบันมีข้อเสียทุกแง่ทุกมุม… ระบบการผลิตแบบนี้ทำให้สังคมส่วนหนึ่งเกาะกินสังคมอีกส่วนหนึ่ง และมันจะทำลายโอกาสที่จำทำให้มนุษย์ได้มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย”[1]
“ค่าโดยสารด้วยคับ ค่าโดยสารคับ“เสียงชายวัยกลางคนดังมาจากตรงช่วงกลางของรถ พร้อมกับเบียดตัวผ่านช่องว่างระหว่างคน ในมือมีวัตถุทรงกระบอก
เขาละสายตาจากตัวอักษรบนกระดาษปิด หยิบเหรียญ 10 บาท ในกระเป๋าเสื้อ เตรียมจ่ายให้เจ้าของเสียงนั้น
รถเมล์วิ่งได้มาครึ่งทางแล้ว ผู้คนเริ่มบางตาลง เขามองไปยังด้านหน้าของรถ เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งด้วยกัน เขาเห็นสองคนนี้มาตั้งแต่ป้ายรถเมล์ที่สองถัดจากที่เขาขึ้นแล้ว ศีรษะของหญิงสาวซบที่ไหล่ของชายหนุ่ม ที่หูของทั้งสองคนมีหูฟังสีขาว เขาละสายตาจากสิ่งดังกล่าว “ปัญหาที่สำคัญยิ่งในปัจจุบันของสังคมในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวและชายหนุ่มนั้นอยู่ตรงไหน ? มันส่งผลต่อปัญหาสังคมไหม ?” เขานึกในใจ
รถเมล์วิ่งมาถึงถนนสายสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองหลวง รถราที่น่าจะวิ่งได้เร็ว กลับช้าเหมือนเต่าคลาน แสงแดด ก่อนเที่ยงวันเริ่มแผดกล้ามากขึ้น ตำรวจจราจรยืนยกมือซ้ายขวาทำหน้าที่อยู่ตรงสี่กลางแยก ควันดำจากรถเมล์อีกคัน ข้างๆทำให้เขาต้องเอามือปิดจมูก เขามองออกไปยังนอกตัวรถทางขวามือ เห็นสิ่งก่อสร้างอะไรบางอย่างตั้งตระง่านอยู่กลางถนน รอบๆมีไม้ประดับสวยงาม ตรงกลางมีพานวางอยู่บนฐานสูง ล้อมด้วยเสาคล้ายปีกนก สี่ต้น รุ่นพี่ที่มหา’ลัยเคยบอกเขาว่า สิ่งนี้มันเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเมืองขวานทองนี้ “อืม ดูยิ่งใหญ่นะ” เขานึกใจ
ดูเหมือนว่าระบบโลกในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนเดินทางไปยังจุดหมายที่เรียกว่าประชาธิปไตยกันมากมาย ต่างคิดกันว่านี่คือระบอบที่ดีแล้วในขณะนี้ ประเทศอันธพาลอ้างประชาธิปไตยอยู่เสมอในการเข้าไปปล้นทรัพยากรของประเทศอื่น
เขาละสายตาจากวัตถุสัญลักษณ์ดังกล่าว หยิบหนังสือที่ติดตัวมาเปิดอ่าน ฆ่าเวลา ไม่อยากเอาสายตาไปมองสิ่งที่ไม่อยากมองเบื้องหน้า เสียงยวดยานยังคงดังแข่งกันไม่หยุด การเดินทางของผู้คนริมถนน ต่างรีบ ต่างเร่ง ดูเหมือนต่างคน ต่างมีเป้าหมายเบื้องหน้าบางอย่าง บางคนกลับเดินเชื่องช้า สองมือล้วงกระเป้า เชิดหน้ามองสูง บนม้านั่งมีบางคนกางและจ้องมองกระดาษสี่เหลี่ยมที่มีตัวอักษรมากมาย บ้างก็นั่งไขว้ห้างมองคนอื่นเดินทางไปมา
เขาพลิกอ่านกระดาษไปเรื่อยๆ
ความเป็นประชาธิปไตยในอิสลามนั้นมีพื้นฐานมาจาก อำนาอธิปไตยที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า มิใช่จากปวงชนหรือเสียงส่วนใหญ่ หรือการทำสัญญาร่วมกัน ปัจเจกชนในสังคมอิสลามมีสิทธิเท่าเทียมในการมีกันทางการเมืองโดยมีตัวแทน(คอลีฟะฮ์) เป็นผู้นำในทางการเมืองภายใต้อธิปไตยแห่งพระผู้เป็นเจ้า รัฐบาลปกครองปวงชนโดยยึดหลักกฎที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่รัฐบาลแบบโลกานิยมจะยึดความพึงพอใจภายใต้ปวงชนข้างมาก สิ่งที่ตามมาคือ ความไม่เท่าเทียมเพราะกฎที่สร้างขึ้นเอง ความเหลื่อมล้ำระหว่างชั้น เสียงของอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะเบา หรือ ดังกว่าของอีกกลุ่มหนึ่ง
ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการบ้านเมืองของรัฐบาลในแบบรัฐอิสลามอยู่ในความรับผิดชอบของ amir (leader) เปรียบได้กับประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีในรูปแบบการปกครองของตะวันตก นอกจากมี amir แล้วยังมีสภาที่ปรึกษา(advisory council) ซึ่งถูกเลือกมาจากปวงชนเพื่อทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำแก่ amir ในส่วนของประชาชนมีสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำรัฐบาลและคณะได้เต็มที่ อีกทั้งการแสดงออกทางความคิดเห็นในเรื่องสาธารณะต้องมิได้ถูกจำกัดภายใต้กฎหมายและคุณธรรมจริยธรรม
รถเมล์วิ่งมาถึงปลายทางที่ของต้องการแล้ว สองเท้าพาเขาก้าวลงจากรถ พร้อมกับคนอื่นสีห้าคนที่ลงมาพร้อมเขา เด็กหญิงมีพ่ออุ้มลงจากรถพร้อมแม่เดินตามหลัง สามพ่อแม่ลูกมองซ้ายขวา เดินข้ามถนนไปยังฝ่ายตรงข้ามที่ต้นมะขามปลูกเรียงรายรอบสนาม เขายื่นมองสามชีวิต พลันก็คิดถึงคนที่บ้านที่เขาจากมา ปานนี้ท่านทำอะไรอยู่หนอ เขาไม่ได้โทรหาที่บ้านบ่อยหนัก ก็เขาไม่มีมือถือ ต้องโทรตามตู้สาธารณะ เขาเดินข้ามถนนไปยังฝั่งสนามเพื่อเดินข้ามสนามไปยังอีกฝั่งอันเป็นจุดหมายที่เขาต้องการไปในวันนี้ เมื่อเดินถึงกลางสนามที่มีต้นมะขามปลูกเรียงรายรอบสนามใหญ่ ทางซ้ายมือของเขา มีสิ่งปลูกสร้าง มองเห็นหลังคา เจดีย์ สะท้อนแสงระยิบระยับ
“นี่สินะ สัญลักษณ์ของผู้ปฏิเสธศรัทธา ทำไมหนอ บางคนจึงมองไม่เห็นความยิ่งใหญ่ สิ่งต่างๆ มากมายทั้งจักรวาล เหตุใดไม่พิจารณามัน” เขานึกในใจ
“มีสัญลักษณ์มากมายในชั้นฟ้าและแผ่นดินที่พวกเขาผ่านพบ โดยพวกเขาเมินหนี (ยูซุฟ 105)”
การมีชีวิตของเราเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่ได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งพระองค์ยังมอบสติปัญญาเพื่อการใคร่ครวญในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังมอบ ย่าม ให้เราใช้เป็นสัมพาระในการเดินทาง ย่ามใบนี้มีทุกอย่างให้เราเลือกสรรนำมาใช้ในการเดินทาง ตั้งแต่เริ่มมีชีวิตเกิดมา จนกระทั่งหมดลมหายใจ ย่ามใบนี้สามารถสร้างสันติภาพแก่สังคมมนุษย์ที่ถาวรและมั่นคง ย่าม MALSI
“คอลิด รอเรานานไหม ต้องขอโทษด้วยพอดีรถมันติดมากเลย” “ไม่เป็นไรหรอก เราก็นั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ” “หนังสืออะไรเหรอ” “ตอนนี้เราหิวแล้ว เราไปหาอะไรกินแถวตลาดริมน้ำกันดีกว่า มีข้าวหมกอร่อยร้านหนึ่ง”
ทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามทางหลังมหา’ลัยริมน้ำ ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่
สะพายย่ามเดินทางโดย ดินสอสีดำกับยางลบสีขาว
[1] เอ็ม อับดุลมันนาน,เศรษฐศาสตร์อิสลาม,แปลโดย บรรจง บินกาซัน,(กรุงเทพฯ:อิสลามิคอะเคเดมี่,2550),หน้า 20 November 16 The RoseThe Rose Artist : Westlife
September 30 Eid SongEid Mubarak Munsyid : 786
we've been waiting all year for this night
July 03 I believe in Allah
การดำรงอยู่(existence) ของเอกองค์ผู้ทรงสร้างเป็นการดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง ไม่ทรงพึ่งพาสิ่งใด แต่ตรงข้ามว่าสรรพสิ่งทั้งหลายต่างหากที่ต้องพึ่งพิงพระองค์ การดำรงอยู่ของพระองค์จึงไม่มีความจำเป็นว่า รูปธรรมของพระองค์เป็นอย่างไร แต่เราจะพิจารณาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเพราะนั่นคือหลักฐานการดำรงอยู่ของพระองค์ พระองค์ทรงสร้าง พระองค์ทรงรู้ พระองค์ทรงเอกะ พระองค์ทรงแตกต่างกับของใหม่(สิ่งที่ถูกสร้าง) ฉะนั้นการดำรงอยู่ของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่มีมาก่อนแต่เดิม มีมาก่อนการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งที่เรามองเห็นและไม่เห็น การดำรงอยู่ของพระองค์ซึ่งมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐนั้น ตาของเขามองไม่เห็น แต่การมองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้ด้วยสัมผัสทั้งห้านั้น มิได้หมายความว่า ไม่มีอยู่จริง
Le Musulman (3 07 08) June 20 หัวข้อการพูดคุย How did you Accept Islam?HOW DID YOU ACCEPT ISLAM? by Yahya Emerick Many people have asked me lately how I came to Islam. It is not an unusual question for a convert (or revert) to be asked. I guess I'm being asked about it again because of having this regular column in the Message. Every person who accepts Islam has a unique story and tale to tell. I remember getting one of the books filled with "convert stories" and being enthralled for days at the variety of experiences people have. Many "born" Muslims, as they call themselves, take a great interest in such convert stories as well. It reaffirms their faith and strengthens their resolve. After all, if people are accepting Islam in droves today, even though Islam has been stigmatized in popular and secular culture all over the world, there must be a hidden value. Reading what others see in accepting the Islamic way of life reinforces our awareness of this value. There is another valuable source of convert stories as well. A source which can have an even greater effect on your Iman and Taqwa then contemporary sources. I would recommend that people spend more time reading these stories than those of modern converts. This other source is the stories of the Sahaba (Companions of the Prophet). Did you know that almost all of the Sahaba were converts to Islam? Every last one of them has a unique story, and quite a few suspense-filled adventures on their way to the truth. Sometimes when I read about one of them, I find parallels in my own journey to Islam. Other times I find myself amazed at the power of the humans spirit to overcome even the most insurmountable obstacles. My personal favorites among the Sahaba are Fatimah, Salman al-Farisee, Abu Darda, Abu Dharr al-Ghiffari, 'Umar, Mu'adh ibn Jabal and Umm Ammarah. In my humble understanding, I feel every Muslim should make it a point to be familiar with the stories of at least ten of the Sahaba. Skim through a book of their biographies, pick a few that seem to interest you and then read in detail. Compare their examples. How did they interact with the Prophet and others? What lessons are there for our own lives today? I sometimes find myself wishing that in study circles and Tarbiyyah sessions that Muslims would move away from repeating the same worn-out old topics (lessons of the Hijra, significance of Sura al-'Asr) and explore other, deeper themes that are more relevant. The struggles, achievements and trials of the Sahaba have a timeless relationship to what people face in every age. Is it any wonder that the Blessed Prophet advised us to follow the example of his Sahaba and even Allah, Himself, praises the Sahaba in many places in the Qur'an. Today our children's heroes are basketball players, fashion models, singer and movie stars; people who do nothing important. All they are is entertainers. They teach nothing good in a real sense, they contribute nothing to society and all they do is present an example of a wild and wealthy lifestyle that children want to duplicate. What of the Heroes of Islam? Time and time again I have seen Khateebs, lectures and scholars mention the names of one Sahaba and other to an audience which was filled with people who didn't know anything about those names. The speaker may feel flushed with pride mentioning those names, but his or her listeners don't know the deep implications and significance. That's a whole other topic, of course; the gap between the scholars (who live in a dream world) and the masses of Muslims (who are cut off from most Islamic knowledge). I'll save that for another column. Suffice it to say, by reading the stories of those who have accepted Islam, we ourselves can learn jewels of wisdom which can permeate our own experience and make us better Muslims. Every parent, school and teacher must make certain that our children know at least Sahaba stories in a meaningful and relevant way. Then our children will look to the real giants of history as their heroes and born Muslims can get a sense of pride in their way of life that goes beyond, far beyond what stories those of us converts of today can tell. Do I have any suggestions for you to begin? Of course, that's the whole reason I write this column month after month. I want improvement. Business as usual may be fine in a dilapidated Muslim country, but the Islamic movement is alive and kicking in America. I want to see it stabilize and become a permanent part of this nation's fabric. As far as books to read for the stories of the Sahaba, there are three main sources I recommend: "The Beauty of the Righteous and Ranks of the Elite" (Akili), "The Companions of the Prophet" (Hamid) and "Hayatus Sahaba" (Kandhalvi). These three sources are available just about everywhere. If you don't know where to get them you can call a Muslim bookstore and they can send them to you. There you have it! The names of three great sources for learning and the numbers where to get them. It just doesn't get any better than this! After reading one or all of these books, choose ten Sahaba which you feel most drawn towards and then accept this further challenge. Sit down with some paper and a pen and write a short essay to yourself about what impresses you most about each Sahaba and what lessons you can draw for your own life. Save those essays and read them again every few years or months as you need to. If you're feeling down or helpless or stressed you can center yourself by reading the examples of others who had even tougher struggles than us and who came through with flying colors. Let's not be live the people that Allah spoke about, the people who are like donkeys carrying piles of books. Let's apply our reading, make it meaningful for our lives and do something with it. Will you accept this challenge? I will. (courtesy of http://www.ifna.net) June 18 บทบรรณาธิการ ดาวเดือนโดม 0802
The Letter from Editor In the name of Allah, Most Gracious, Most Merciful หลายคนที่กำลังอ่านวารสารเล่มนี้คงเคยเขียนหรือส่งจดหมายกันบ้าง อย่างน้อยอาจจะเคยได้รับจดหมายกันบ้างสักฉบับหรือหลายฉบับ หากว่าหน้าที่ของจดหมาย คือ การนำสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ย่อมแสดงว่าระหว่างผู้รับและผู้ส่งสารอยู่ห่างไกลกันในแง่ของระยะทาง แต่ในด้านของจิตใจ ความรู้สึกสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองใกล้กันมาก โดยความใกล้นั้นมิได้ขึ้นอยู่กับระยะทาง หรือสิ่งขวางกั้นอื่น ๆ แต่คือสิ่งสวยงามที่เคลื่อนไหวบนหน้ากระดาษ ความปรารถนาด้วยหัวใจบริสุทธิ์ที่สื่อถึงกันอันทำหน้าที่เหมือนเกลียวเชือกผูกสัมพันธ์ให้แน่นเรื่อยไป วารสารดาวเดือนโดม (The Letter: open your heart for something greater) ขออนุญาตทำหน้าที่ดังกล่าวนำสาร (ความจริงที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล) ไปยังเพื่อนรักทุกคน แม้ว่าเรา…คนเขียนจดหมายทุกฉบับในเล่มนี้อาจมิเคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน ในฐานะที่เราและเพื่อนทุกคนเป็นมนุษย์ซึ่งถูกสร้างมาเหมือนกัน ประโยชน์สุดท้ายหรือความหวังเล็ก ๆ ของการเขียนจดหมายถึงเพื่อนทุกคน คือ การแบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่พวกเราได้รับและเรียนรู้สิ่งสวยงามที่ยิ่งใหญ่ เราไม่อยากเก็บความยิ่งใหญ่ที่เราได้รับนี้ไว้คนเดียว เพราะนั่นคือการเห็นแก่ตัวที่ร้ายแรงเหลือเกิน การมีชีวิตอยู่ของสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายก็เหมือนกับการเดินทางที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด นี่คือคุณลักษณะสำคัญของสรรพสิ่ง ถ้าการปฏิสนธิ คือ จุดเริ่มต้นของการเดินทางและวันสุดท้ายของการเดินทางคือวันที่หมดลมหายใจ ช่วงเวลาจากจุดเริ่มต้นและวันสุดท้าย บางคนอาจบอกว่ามันสั้นเหลือเกิน แต่สำหรับอีกหลายคนมันยาวนานเพียงพอที่จะตระหนักถึงเป้าหมายการมีชีวิตของตน ระหว่างการเดินทางของเราอาจประสบพบเจอ และสัมผัสกับสิ่งรอบกายต่าง ๆ มากมาย ด้วยเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า หู ตา จมูก ปาก และความนึกคิดหรือสติปัญญา สติปัญญา เป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่ทำให้มนุษย์อย่างเราแตกต่างจากสัตว์ทั้งหลาย สติปัญญาคือสื่อที่จะทำให้มนุษย์รู้จักผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง ด้วยกระบวนการของการไตร่ตรอง คิดใคร่ครวญ พิจารณาวิเคราะห์ นี่แหละคุณสมบัติสำคัญยิ่งของสติปัญญา หากไร้ซึ่งสิ่งดังกล่าวแล้ว สติปัญญาก็คงไม่ต่างอะไรกับดินสอที่ไม่มีไส้ให้ขีดเขียน “จงประกาศเถิดว่า พวกเจ้าจงพิจารณาดูว่า มีอะไรในชั้นฟ้าและแผ่นดิน (10: 101)”
เมื่อดินสอไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน ก็คงเป็นได้เพียงแค่เศษไม้ สติปัญญาเมื่อไม่นำมาใช้ตามหน้าที่ของมัน ย่อมทำให้มนุษย์ตกต่ำเรื่อยไป ศาสดาทุกพระองค์นับแต่ท่านนบีอาดัม (อ.ล.) จนถึงท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ผู้นำสาร(The Messenger) คนสุดท้าย ได้ประกาศเชิญชวนให้มนุษย์มุ่งสู่การศรัทธาในเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า หน้าที่ของมนุษย์คือการพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเอง ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ อาจไม่ต้องพยายามคิดหรอกว่าพระองค์ดำรงอยู่อย่างไร เพราะสติปัญญาของเรานั้นมีจำกัดที่จะไปคิดถึงคุณลักษณะตรงนั้นได้ ภาษาของมนุษย์ที่คิดค้นขึ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะทำให้มนุษย์รู้จักพระเจ้ามากขึ้น เพราะภาษาของมนุษย์นั้นมีขอบเขตการใช้จำกัด ซึ่งไม่เพียงพอเลยที่จะบรรยายความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ หน้าที่ของเราคือ การใช้ความคิด สติปัญญา พิจารณาในสรรพสิ่งที่พระองค์สร้างสรรค์ ทั้งสิ่งที่อยู่รอบกายในหน้าแผ่นดินและฟากฟ้ากว้าง หรือแม้แต่สิ่งที่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุดอย่างตัวมนุษย์เอง “เราจะแสดงให้พวกเขาได้เห็นถึงสัญญาณของเราในทุกพื้นที่ของโลกและในตัวของพวกเขาเอง จนกระทั่งพวกเขาได้เห็นเป็นที่ชัดเจนว่านี้คือความจริง (41: 53)” เป้าหมายของการใช้สติปัญญา คือ เพื่อเป็นสื่อนำมนุษย์ไปสู่วิถีแห่งการดำรงชีวิตอันสุขสันติภาพถาวร และเพื่อการตอบคำถามมากมาย เป้าหมายของการมีชีวิตคืออะไร อะไรคือเหตุผลของการมีชีวิต แล้วมีทำไม เมื่อไม่มีชีวิต หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ……………………………………… ฉันเขียนจดหมายจบลงเพราะดินสอมันหักเสียแล้ว แต่การเดินทางอันยาวไกลพร้อมด้วยสติปัญญา ยังคงเดินต่อไปตราบเท่าที่พระองค์ทรงอนุญาตให้ฉันบินต่อไปได้ และตลอดเวลาแห่งการเดินทางฉันระลึกอยู่เสมอว่า “Il n’y a pas de dieu hormis Allah et Muhammad est Son enyoye´ ” หย่อนจดหมายลงตู้ไปรษณีย์ 12120 สุกรี
ขอขอบคุณต่อเอกองค์ อัลเลาะฮ์ มวลการสรรเสริญทั้งปวงเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว ผิดพลาดประการใด เราขอน้อมรับด้วยหัวใจ
June 11 we are muslim ?“We are M U S L I M” بسم الله الرحمن الرحيم การดำรงชีวิตหรือการเดินทางของความคิดของผู้ศรัทธามั่นในเอกองค์พระผู้ทรงสร้างนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ที่ปฏิเสธพระองค์(ขอบคุณพระองค์ที่ทำให้เราอยู่ในกลุ่มแรก) คำถามต่อมาคือ ในฐานะที่เราเป็นคนกลุ่มแรก หน้าที่ของเราคืออะไร หากหน้าที่ดังกล่าวคือการทำให้คนกลุ่มที่สองเข้าใจและยอมรับในพระผู้ทรงสร้างเหมือนเรา ฉะนั้น สิ่งที่เราแสดงออกที่จะทำให้คนกลุ่มที่สองที่มองมายังเราแล้ว ต้องมีความแตกต่างจากคนทั่วไป อะไรที่ทำให้เราแตกต่างทั้งในด้านการดำรงชีวิต ความคิด การปฏิบัติ และแนวทางในการดำรงอยู่ในสังคมที่หลากหลายด้วยวัฒนธรรม กาย การเคลื่อนไหวทุกก้าวย่าง แสดงให้คนกลุ่มที่สองเห็นว่า We are Muslim วาจา ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ หลักการ คำสอนของอิสลาม ใจ จิตใจที่ยึดมั่นในอัลอิสลาม จักคงสูงส่งท่ามกลางผู้ปฏิเสธศรัทธา คำฝากแด่น้อง Mus_TU เนคไทธรรมศาสตร์ที่คุณห้อยไว้ที่คอ มันไม่ได้มีค่ามากมายไปกว่าเชือกที่ผูกไว้ที่คอของโคกระบือ อิสลามต่างหากที่เราต้องนำมาแสดงตัวตนให้ประจักษ์? เหตุใดหนอ การที่กล่าวว่าฉันเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์จึงน่าภูมิใจกว่าการที่กล่าวว่าฉันเป็นนักศึกษามุสลิม ? พระองค์เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่ง บัง musulman June 08 หากอัลเลาะฮ์
เจ้าจงยำเกรง ต่อพระองค์
เจ้าอย่าทรนง และถือดี
เจ้าอย่าย่ำยี เหยียดหยามคนจน
เจ้าจงอดทน และศรัทธา
เจ้าจงหาญท้า ต่อเหล่าศัตรู
เจ้าจงต่อสู้ เพื่อสัจธรรม
เจ้าจงใช้ปัญญาตามคำ ของท่านศาสดา
เจ้าจงอย่าท้อแท้ และอย่าระทม เจ้าจะสูงส่งสม นามพวกผู้ศรัทธา
(กลอนชาวบ้านไม่ปรากฎนามผู้แต่ง) จากกหนังสืองานทำบุญ สี่สิบวัน อัมมัรฮูม ฟาตีมาบี ฮายี สถาอานันท์ May 30 Talking about YouTube - Yusuf $Cat Stevens$ - Midday - Nobel Concert 2006
Quote YouTube - Yusuf $Cat Stevens$ - Midday - Nobel Concert 2006 May 12 และแล้ววันนั้ก็มาถึงนาน นาน เป็นการทำงานที่ยาวนานมาก
งานหนึ่งเริ่มต้นเมื่อเปิดเทอมสอง วันนี้ เกือบสมบูรณ์แล้ว
งานแรกยังไม่ทันไปไหน มีงานที่สอง เข้า เป็นงานประเภทเดียวกันด้วย
เฮ้ย ทำทีเดียวสองเล่มเลย หนัก
มีบ้างที่เครียดมากเลย จะทันไหม เรียนอีกต่างหาก
รู้ดินะ ตอนรับงานมาว่า ต้องมีเรื่องให้ปวดหัว หนังสือก็ไม่ได้อ่าน
แต่ไม่รู้ทำไมยังรับงานมาอีก ทั้งๆที่ ตังคืไม่ด้สัก บาท เลย
บางครั้งคำถามากมาย พุดมา
อัลลาฮัมดูลิลลา ก็น้อมรับงานมาทำด้วยหัวใจครับ
อาจเป็นเพราะเรา รักงานแบบนี้กระมั่ง
แค่นี้ละกัน คิดไร ไม่ออก มันตัน
March 22 A World without Islam ?โลกที่ไม่มีอิสลาม จะไม่มีการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ???
สำหรับบทแปลชิ้นนี้ นำมาจากงานเขียนของ Graham E. Fuller เรื่อง ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ยังคงเฟื่องฟู การตักตวงทรัพยากรยังคงดำเนินต่อไป โลกที่ไม่มีอิสลาม จะไม่มีการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ??? ความนำ จะไม่มีการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ไม่มีสงครามศาสนา ไม่มีผู้ก่อการร้าย ศาสนาคริสต์จะครอบงำโลก แบบนั้นหรือเปล่า? ตะวันออกกลางจะเป็นประทีปแห่งประชาธิปไตยอันสงบสุขหรือไม่? โศกนาฏกรรม 9/11 จะเกิดขึ้นหรือไม่? ในความเป็นจริง ถ้าเราลบอิสลามออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โลกก็จะยังดำเนิน มาถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน ลองนึกภาพโลกที่ปราศจากอิสลาม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโลกที่เราแทบจะจินตนาการไม่ออก เมื่อคำนึงว่าอิสลามครอบครองพื้นที่พาดหัวข่าวประจำวันเพียงใด ดูเหมือนว่าอิสลามจะอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายระหว่างประเทศที่มีขอบเขตกว้างขวางมาก ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีแบบพลีชีพ การระเบิดรถ การบุกยึดพื้นที่ด้วยกำลังทหาร สงครามต่อต้าน การจลาจล ฟัตวา (fatwas) จิฮาด (jihad) สงครามกองโจร วีดีโอขู่ขวัญ และโศกนาฏกรรม 9/11 ทำไมเหตุการณ์เหล่านี้จึงเกิดขึ้น? ดูเหมือนว่า "อิสลาม" จะกลายเป็นคำตอบที่สำเร็จรูปไม่ซับซ้อน ที่ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกับโลกทุกวันนี้ที่ดิ้นรนไม่อยู่นิ่ง และอันที่จริง คนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservatives) บางคนก็เชื่อว่า "Islam fascism" (ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์อิสลาม) ได้กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเราใน "สงครามโลกครั้งที่สาม" ที่ส่อแววว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ขอให้ลองหยุดฟังผมสักครู่นะครับ ถ้าสมมุติว่าอิสลามไม่เคยเกิดขึ้นเลยล่ะ? ถ้าสมมุติว่าโลกไม่เคยมีศาสดาชื่อโมฮัมหมัด ไม่มีเรื่องราวของการเผยแผ่อิสลามไปสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีปเอเชีย และทวีปแอฟริกา? ความหมกมุ่นของเราทุกวันนี้ในประเด็นการก่อการร้าย สงคราม และลัทธิต่อต้านอเมริกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นระดับโลกที่สั่นสะเทือนอารมณ์ทั้งสิ้น ทำให้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤตเหล่านี้ อิสลามเป็นต้นเหตุของปัญหาจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าต้นเหตุแท้จริงคือปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่ลึกกว่าและมองเห็นยากกว่า? เพื่อให้เราอภิปรายประเด็นนี้กันง่ายขึ้น ลองนึกดูว่า ตะวันออกกลางที่ไม่เคยมีอิสลามจะเป็นอย่างไร ในโลกแบบนั้น เราจะสามารถหลบเลี่ยงปัญหาหลายประการที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่? ตะวันออกกลางจะมีความสงบสุขกว่านี้หรือไม่? ความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออก-ตะวันตกในกรณีนั้น จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ถ้าไม่มีอิสลาม แน่นอนว่าระเบียบโลกจะมีหน้าตาแตกต่างจากที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เราจะแน่ใจได้หรือเปล่า? ถ้าไม่มีอิสลาม จะมีอะไร? ลองเริ่มที่ชาติพันธุ์ก่อน ถ้าไม่มีอิสลาม ตะวันออกกลางก็จะยังคงเป็นทวีปที่มีความซับซ้อนและความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์อันหลากหลาย กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ๆ ในทวีปนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ เปอร์เซีย ตุรกี เคิร์ด ยิว เบอร์เบอร์ และพาชทุน ก็จะยังคงครอบงำการเมืองในภูมิภาค ลองยกกรณีของเปอร์เชียเป็นตัวอย่างก็ได้ - นานก่อนที่อิสลามจะเกิด อาณาจักรเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ยุคแล้วยุคเล่าก็ได้ขยายขอบเขตไปถึงธรณีประตูของเอเธนส์ (เมืองหลวงอาณาจักรกรีกโบราณ - ผู้แปล) และเป็นคู่ปรับตลอดกาลของใครก็ตามที่ตั้งรกรากในเขตอนาโตเลีย (Anatolia คือคาบสมุทรตุรกีในปัจจุบัน) นอกจากนั้น ชนชาติยิวโบราณก็สู้รบกับชาวเปอร์เซียตลอดบริเวณ "Fertile Crescent" และอิรัก ยังไม่นับชนเผ่าเร่ร่อน และพ่อค้าชาวอาหรับที่ทั้งขยับขยายและโยกย้ายถิ่นฐานเข้าไปในบริเวณอื่นๆ ที่ชาวยิวอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง นานก่อนอิสลามจะเกิด ชาวมองโกลจะยังคงบุกโจมตีและทำลายอารยธรรมทั้งหมดในเอเชียกลาง และอารยธรรมส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางในคริสตศตวรรษที่ 13 ตุรกีจะยังคงยึดครองคาบสมุทรอนาโตเลีย และคาบสมุทรบัลข่านจนถึงกรุงเวียนนา และตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด การปะทะกันเหล่านี้เพื่อแย่งชิงอำนาจ ดินแดน อิทธิพล และการค้า ดำรงอยู่เนิ่นนานก่อนที่อิสลามจะเข้าถึง อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลถ้าเราจะแยกศาสนาทุกศาสนาออกจากสมการ ถ้าโลกไม่มีอิสลาม คนในตะวันออกกลางแทบทั้งหมดก็จะยังคงนับถือคริสต์นิกายต่างๆ เหมือนกับที่เคยนับถือก่อนอิสลามจะเกิด เพราะไม่มีศาสนาหลักอื่นใดนอกจากโซโรแอสเตรียน (Zoroastrian) และยิวซึ่งเป็นที่นับถือในหมู่ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่ถ้าตะวันออกกลางทั้งทวีปยังนับถือศาสนาคริสต์อยู่ ทวีปนี้จะปรองดองกับโลกตะวันตกได้จริงหรือ? ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นความฝันเท่านั้น เพราะกรณีดังกล่าวเราต้องสมมุติว่า โลกตะวันตกยุคกลางที่อยู่ไม่สุขและชอบขยายดินแดน จะไม่แผ่อำนาจและอิทธิพลเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกในการเสาะหาที่มั่นทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สงครามครูเสด (Crusades) คืออะไรเล่า หากไม่ใช่การผจญภัยของโลกตะวันตกที่ขับดันด้วยความต้องการทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ? ธงศาสนาคริสต์เป็นเพียงสัญลักษณ์อันทรงพลัง เป็นสัญญาณระดมพลที่สร้างความชอบธรรมให้กับความต้องการทางโลกย์ของชาวยุโรปผู้ครองอำนาจ ในความเป็นจริง ศาสนาของ "ชนพื้นเมือง" ไม่เคยเป็นที่สนใจของการกรีฑาทัพของโลกตะวันตกที่ปรารถนาจะเป็นเจ้าโลก ยุโรปอาจใช้ถ้อยคำที่ฟังดูสูงส่งว่ากำลัง "นำคุณธรรมของชาวคริสต์ไปสู่ชนพื้นเมือง" แต่เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือ การก่อตั้งด่านอาณานิคมทั่วโลก ให้เป็นแหล่งผลิตความมั่งคั่งสำหรับศูนย์กลางอำนาจ และเป็นฐานที่มั่นสำหรับการแผ่อิทธิพลของโลกตะวันตกออกไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ชาวคริสต์ผู้อาศัยอยู่ในทวีปตะวันออกกลาง จึงไม่น่าจะยินดีต้อนรับกองทัพเรือและพ่อค้าชาวยุโรปที่มีปืนตะวันตกหนุนหลังอยู่ ลัทธิล่าอาณานิคมคงจะยังเจริญรุ่งเรืองท่ามกลางชาติพันธุ์อันหลากหลายและขัดแย้งกันในภูมิภาคนั้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการเล่นเกม "แบ่งแยกให้แตกหักแล้วค่อยปกครอง" (divide and rule) และชาวยุโรปก็จะยังคงแต่งตั้งคนพื้นเมืองที่ว่านอนสอนง่ายเป็นผู้ปกครองประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา ทีนี้ลองหมุนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ยุคแห่งน้ำมันในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ แน่นอนว่าฝรั่งเศสจะยังคงขยายอาณาเขตเข้าไปในอัลจีเรีย (ประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นคริสต์) เพื่อยึดครองผืนดินอันอุดมสมบูรณ์และก่อตั้งอาณานิคม เช่นเดียวกัน การที่คนเอธิโอเปียส่วนใหญ่นับถือคริสต์ก็ไม่เคยหยุดอิตาลีจากการเปลี่ยนประเทศนั้นให้เป็นเมืองขึ้นที่อิตาลีปกครองอย่างเหี้ยมโหด กล่าวโดยสรุป ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะทำให้เชื่อได้ว่า ปฏิกิริยาของรัฐในตะวันออกกลางต่อมหกรรมการล่าอาณานิคมของยุโรป จะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายใต้การนับถือศาสนาอิสลาม แต่บางที ตะวันออกกลางอาจเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ถ้าไม่มีอิสลาม? ประวัติศาสตร์ของระบอบเผด็จการในยุโรปเองทำให้คำตอบนี้น่ากังขา ระบอบเผด็จการอันโหดร้ายในสเปนและโปรตุเกสยุติลงได้เพียงเมื่อกลางทศวรรษ 1970 เท่านั้น กรีซเองก็เพิ่งโผล่พ้นระบอบเผด็จการที่เกี่ยวโยงกับคริสตจักรเพียงเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา รัสเซีย (ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือคริสต์) ยังไม่เป็นประชาธิปไตย และจวบจนเมื่อไม่นานมานี้ ทวีปอเมริกาใต้ก็เต็มไปด้วยเผด็จการทหาร ผู้มักจะปกครองประเทศด้วยแรงหนุนจากอเมริกา โดยมีคริสตจักรนิกายแคทอลิกเป็นพันธมิตร ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกาที่นับถือคริสต์ก็ไม่ได้มีประวัติดีไปกว่ากัน ทำไมทวีปตะวันออกกลางถ้าเป็นคริสต์จะดูแตกต่างไปจากนี้? และแล้วเราก็มาถึงปาเลสไตน์ แน่นอน ชาวคริสต์คือกลุ่มคนที่จองล้างจองผลาญชาวยิวอย่างไร้ยางอายมานานนับพันปี จนถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดใน Holocaust (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซีภายใต้ฮิตเลอร์ - ผู้แปล) ตัวอย่างอันร้ายกาจของลัทธิเกลียดชังยิว (anti-Semitism) เหล่านี้มีรากมาจากผืนดินและวัฒนธรรมของชาวคริสต์ในโลกตะวันตก ดังนั้นถึงแม้ไม่มีอิสลาม ชาวยิวก็จะยังคงต้องแสวงหาประเทศใหม่นอกทวีปยุโรป ขบวนการปลดปล่อยยิว (Zionist movement) จะยังคงอุบัติขึ้น และเสาะหาที่มั่นในปาเลสไตน์ และรัฐยิวใหม่ก็จะยังคงขับไล่ชาวอาหรับกว่า 750,000 คนที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจเป็นชาวคริสต์ (ซึ่งอันที่จริงชาวอาหรับหลายคนก็เป็นคริสต์) ชาวอาหรับในปาเลสไตน์เหล่านี้จะไม่ต่อสู้เพื่อปกป้องหรือช่วงชิงดินแดนของพวกเขากลับคืนมาหรือ? หัวใจของปัญหาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ คือความขัดแย้งเกี่ยวกับประเทศ ชาติพันธุ์ และอาณาเขต ซึ่งถูกเสริมด้วยสโลแกนทางศาสนาเพียงเมื่อไม่นานมานี้เอง และเราก็ไม่ควรลืมว่า ชาวอาหรับที่นับถือคริสต์ก็มีบทบาทสำคัญในการอุบัติขึ้นของขบวนการชาตินิยมอาหรับขบวนการแรกๆ ในตะวันออกกลาง ยกตัวอย่างเช่น มิเชล อัฟลัค (Michel Aflaq) ผู้ก่อตั้งพรรคบาธ (Ba'th) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองระดับภูมิภาค (pan-Arab) พรรคแรก เป็นชาวซีเรียนับถือคริสต์ที่จบการศึกษาจากซอร์บอนน์ (Sorbonne - หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส) แต่ชาวคริสต์ในตะวันออกกลางน่าจะโน้มเอียงไปทางโลกตะวันตก อย่างน้อยก็ในแง่ของศาสนา เราจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างศาสนาไม่ได้เลยหรือ? ในความเป็นจริง คริสตจักรเองก็ถูกสั่นคลอนด้วย "ความคิดนอกรีต" (heresies) มากมายนับตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่เริ่มมีอิทธิพล และความคิดนอกรีตเหล่านั้นก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ต่อต้านอำนาจของอาณาจักรโรมันหรือไบแซนทีน สงครามทางศาสนาในโลกตะวันตกเปรียบเสมือนผ้าม่านที่ปกคลุมความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ยุทธศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการช่วงชิงอำนาจ ผู้ไม่ได้สมัครสมานสามัคคีกันแม้ว่าจะนับถือศาสนาเดียวกันก็ตาม แม้กระทั่งคำว่า "คริสต์ตะวันออกกลาง" (Christian Middle East) เองก็ปิดบังความเป็นอริที่น่าเกลียดเอาไว้ ถ้าไม่มีอิสลาม ประชากรในตะวันออกกลางก็จะยังคงเป็นเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็น ก่อนที่อิสลามจะเกิด นั่นคือ คนส่วนใหญ่คงจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออก (Eastern Orthodox) เป็นเรื่องง่ายที่เราจะหลงลืมความขัดแย้งระหว่างคริสตจักรของนิกายแคทอลิกในกรุงโรม กับคริสตจักรของนิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกในกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople เมืองหลวงของอาณาจักรไบแซนทีน คู่ปรับของอาณาจักรโรมันตะวันตก - ผู้แปล) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ขัดแย้งทางศาสนาที่อยู่ยงคงกระพัน รุนแรง และขมขื่นที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และก่อให้เกิดความเคียดแค้นในหมู่ผู้นับถือศาสนามาจนถึงทุกวันนี้ ชาวคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกไม่เคยลืมหรือให้อภัยกับการบุกเผากรุงคอนสแตนติโนเปิลของกองทัพครูเสดตะวันตกในปี ค.ศ. 1204 เวลาผ่านไปเกือบ 800 ปี จนถึงปี 1999 พระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่สอง ก็พยายามริเริ่มก้าวเล็กๆ สู่ความสมานฉันท์ ด้วยการเยือนโลกออร์โทดอกซ์ นับเป็นการเยือนครั้งแรกของพระสันตะปาปานิกายแคทอลิกในรอบหนึ่งพันปี นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตกในโลกคริสต์ในตะวันออกกลางก็คงจะยังเป็นเหมือนกับที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้. ลองยกกรีซขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็ได้ - นิกายออร์โทดอกซ์เป็นแรงผลักดันอันทรงพลังที่อยู่เบื้องหลังกระแสชาตินิยม และความรู้สึกต่อต้านโลกตะวันตก และกระแสต่อต้านตะวันตกในการเมืองกรีซเพียงหนึ่งทศวรรษที่แล้ว ก็สะท้อนความหวาดระแวงและมุมมองต่อโลกตะวันตกที่รุนแรง ไม่ต่างจากที่เราได้ยินจากผู้นำในโลกมุสลิมปัจจุบัน วัฒนธรรมของคริสตจักรนิกายออร์โทดอกซ์นั้น มีความแตกต่างอย่างมากจากวัฒนธรรมของโลกตะวันตกหลังยุครู้แจ้ง (post-Enlightenment) ซึ่งเน้นการแบ่งแยกระหว่างทางธรรมและทางโลก ระบอบทุนนิยม และความสำคัญของปัจเจกชน. คริสตจักรออร์โทดอกซ์ยังมีความกลัวโลกตะวันตกหลายประการที่ตกค้างมาจากยุคก่อนๆ และความกลัวเหล่านี้ก็มีส่วนคล้ายกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยของชาวมุสลิมปัจจุบัน กล่าวคือ ความกลัวว่า มิชชันนารีจากตะวันตกจะมาหว่านล้อมให้คนเปลี่ยนศาสนา แนวโน้มที่จะมองศาสนาว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องและอนุรักษ์ชุมชนและวัฒนธรรม และความหวาดระแวงว่าโลกตะวันตกนั้น "เสื่อมทราม" (corrupted) และยังไม่ละทิ้งลัทธิล่าอาณานิคม ดังนั้นถึงแม้โลกจะไม่มีอิสลาม มอสโคว์ก็จะยังคงมีอิทธิพลเป็นพิเศษในพื้นที่ตะวันออกกลางที่คนนับถือคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ ในฐานะ "ศูนย์กลาง" นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกแห่งสุดท้ายในโลก โลกออร์โทดอกซ์จะยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการชิงดีชิงเด่นระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตกในสงครามเย็น. แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington ผู้ประพันธ์หนังสือขายดีที่เต็มไปด้วยอคติเรื่อง The Clash of Civilizations - ผู้แปล) เองก็พูดถึงโลกคริสต์ออร์โทดอกซ์ว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่อยู่ระหว่างการ "ปะทะ" ทางวัฒนธรรมกับโลกตะวันตก การยึดครองอิรักของอเมริกาปัจจุบันไม่มีวันเป็นที่ต้อนรับของชาวอิรักมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าชาวอิรักเหล่านั้นนับถือศาสนาคริสต์ สหรัฐอเมริกาไม่ได้โค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน (ผู้นำที่ชาตินิยมอย่างรุนแรงและไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น) เพราะเขาเป็นชาวมุสลิม ชนชาติอื่นๆ ในโลกอาหรับจะยังคงสนับสนุนชาวอาหรับในอิรักในความพยายามที่จะดำรงชีวิตอย่างเจ็บช้ำภายใต้การยึดครอง ไม่มีประเทศใดในโลกต้อนรับการยึดครองของชาวต่างชาติ และการฆ่าสังหารพลเมืองของประเทศตัวเองด้วยน้ำมือของทหารต่างชาติ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กลุ่มคนที่ถูกข่มขู่จากกองกำลังต่างชาติ มักจะดิ้นรนหาอุดมการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรม และสรรเสริญการลุกฮือขึ้นต่อต้านของพวกเขา ศาสนาก็เป็นหนึ่งในอุดมการณ์ทำนองนั้น ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นภาพของ "โลกไร้อิสลาม" ภายใต้การสันนิษฐานของผม มันคือตะวันออกกลางที่ถูกครอบงำด้วยคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออก โลกที่หวาดระแวงและแม้กระทั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อโลกตะวันตก ทั้งในประวัติศาสตร์และโดยจิตวิทยา ออร์โทดอกซ์ตะวันออกมีอิทธิพลเหนือดินแดนที่ยังมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์สูง มีจิตสำนึกและความไม่พอใจโลกตะวันตกอย่างรุนแรง เคยถูกกองทัพล่าอาณานิคมจากตะวันตกรุกรานซ้ำซาก ทรัพยากรถูกควบคุมจัดการ พรมแดนถูกมหาอำนาจตะวันตกวาดใหม่ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง ระบอบการปกครองถูกจัดตั้งให้สยบยอมต่ออำนาจตะวันตก ปาเลสไตน์จะยังคงถูกทำลายต่อไป อิหร่านจะยังคงเป็นประเทศชาตินิยมจัด เราจะยังคงเห็นชาวปาเลสไตน์ต่อต้านชาวยิว, ชาวเชเช็น (Chechen) ต่อต้านชาวรัสเซีย, ชาวอิหร่านต่อต้านชาวอังกฤษและอเมริกัน, ชาวแคชเมียร์ต่อต้านชาวอินเดีย, ชาวทมิฬต่อต้านชาวสิงหลในศรีลังกา, และชาวอุยเกอร์ (Uighur) และชาวทิเบตต่อต้านชาวจีน, ตะวันออกกลางจะยังคงเห็นโมเดลที่น่ายกย่องจากหน้าประวัติศาสตร์ นั่นคืออาณาจักรไบแซนทีนที่ดำรงอยู่ได้นานกว่า 2,000 ปี เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาที่พวกเขาใช้แสดงอัตลักษณ์ในหลายแง่มุม แนวคิดเช่นนี้จะทำให้รอยร้าวระหว่างตะวันออก-ตะวันตก ดำรงอยู่ต่อไป นี่ไม่ใช่ภาพแห่งสันติภาพที่น่าสบายใจเลย แน่นอน ผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระหากจะเถียงว่าการดำรงอยู่ของอิสลามไม่ส่งผลกระทบอย่างเป็นเอกเทศใดๆ เลยต่อตะวันออกกลาง หรือความสัมพันธ์ตะวันออก-ตะวันตก อิสลามเป็นพลังที่สร้างความสมัครสมานสามัคคีอย่างเหนียวแน่นในระดับภูมิภาค ในฐานะศาสนาสากลระดับโลก อิสลามได้สร้างอารยธรรมอันกว้างขวางที่มีหลักการร่วมกันมากมาย ทั้งในด้านปรัชญา ศิลปะ และสังคม ตลอดจนทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตที่เปี่ยมศีลธรรม สำนึกในความยุติธรรม ระบอบกฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล ทั้งหมดนี้ในวัฒนธรรมชั้นสูงที่ฝังรากลึก ในฐานะพลังทางวัฒนธรรมและศีลธรรม อิสลามได้ช่วยสร้างสะพานเชื่อมความแตกต่างทางชาติพันธุ์ในหมู่ชาวมุสลิมที่หลากหลาย สนับสนุนให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอารยธรรมมุสลิมระดับโลก เพียงข้อนี้ข้อเดียวก็ทำให้อิสลามมีน้ำหนักมากแล้ว นอกจากนี้ อิสลามยังส่งผลกระทบต่อภูมิศาสตร์การเมืองด้วย กล่าวคือ ถ้าโลกไม่มีอิสลาม ประเทศอิสลามในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกวันนี้ โดยเฉพาะปากีสถาน บังคลาเทศ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็จะอยู่ในโลกของฮินดูแทน อารยธรรมอิสลามสร้าง "อุดมการณ์ร่วม" ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกสามารถใช้ในการร้องขอความช่วยเหลือในการต่อต้านอิทธิพลของโลกตะวันตกที่คืบคลานเข้ามา ถึงแม้ว่าคำอุทธรณ์นั้นจะไม่สามารถยับยั้งกระแสการล่าอาณานิคมของตะวันตกได้ มันก็สร้าง "ความทรงจำทางวัฒนธรรม" (cultural memory) ว่าชาวมุสลิมทั้งมวลมีโชคชะตาร่วมกัน ซึ่งเป็นความทรงจำที่ไม่เคยลบเลือน มหาอำนาจยุโรปสามารถใช้กลยุทธ์ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ในการปกครองชาวแอฟริกัน เอเชีย และอเมริกาใต้จำนวนมาก ที่ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจตะวันตกทีละราย. การต่อต้านที่สามัคคีกันในระดับข้ามชาติระหว่างผู้คนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากจะทำให้สำเร็จ ในเมื่อพวกเขาไม่มีสัญลักษณ์ร่วมทางชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมใดๆ ที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านได้ ในโฟกัสของโลกตะวันตกที่มองการก่อการร้ายว่าเป็น "ฝีมือ" ของอิสลาม ความทรงจำทั้งหลายมีอายุสั้นมาก ทหารกองโจรของอิสราเอลใช้วิธีก่อการร้ายกับชาวอังกฤษในปาเลสไตน์, ชาวทมิฬ "ไทเกอร์" ในศรีลังกาผู้นับถือศาสนาฮินดู เป็นผู้คิดค้นศิลปะแห่งการใช้เสื้อเกราะติดระเบิดพลีชีพ และทำสถิตินำหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ ในการใช้วิธีระเบิดพลีชีพนานนับทศวรรษ รวมทั้งในการสังหารราจีฟ คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, ผู้ก่อการร้ายชาวกรีกสังหารเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันหลายครั้งในกรุงเอเธนส์, ขบวนการก่อการร้ายชาวซิกข์ที่ทำงานอย่างเป็นระบบสังหารนางอินธิรา คานธี ก่อจลาจลในอินเดีย ก่อตั้งฐานที่มั่นข้ามทวีปในแคนาดา และทำให้เครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์อินเดียตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก ผู้ก่อการร้ายชาวมาซีโดเนีย (Macedonia ดินแดนตอนใต้ของกรีซ) เป็นที่หวาดผวาไปทั่วคาบสมุทรบัลข่านในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, การลอบสังหารผู้นำหลายสิบครั้งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นฝีมือของ "นักอนาธิปไตย" ชาวยุโรปและอเมริกัน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่ว, กองทัพกู้ชาติไอริช (Irish Republican Army หรือ IRA) ใช้วิธีก่อการร้ายอันโหดเหี้ยมนานัปการในการต่อสู้กับอังกฤษต่อเนื่องนานหลายสิบปี, เช่นเดียวกับที่กองโจรคอมมิวนิสต์และกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเวียดนามใช้ในการต่อสู้กับทหารอเมริกัน, คอมมิวนิสต์ในมลายูใช้ต่อสู้กับทหารอังกฤษในทศวรรษ 1950, ผู้ก่อการร้ายชาวเมาเมา (Mau Mau) ใช้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่อังกฤษในเคนยา, และกรณีอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ผู้ก่อการร้ายไม่จำเป็นต้องเป็นชาวมุสลิมเท่านั้น ประวัติการก่อการร้ายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ให้ภาพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก สถิติของยูโรโปล (Europol หน่วยงานตำรวจของสหภาพยุโรป) ระบุว่า เกิดเหตุก่อการร้าย 498 ครั้งในสหภาพยุโรปในปี 2006 เพียงปีเดียว ในจำนวนนี้ 424 ครั้งเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่เหลืออีก 55 ครั้งเป็นฝีมือของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง อีก 18 ครั้งเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม แน่นอน มีความพยายามที่จะก่อการร้ายจำนวนหนึ่งที่ถูกทางการระงับได้ก่อนลงมือ ในชุมชนชาวมุสลิมที่ถูกสอดส่องอย่างเข้มงวด แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็บ่งบอกขอบเขตอันกว้างขวางของอุดมการณ์ของกลุ่มคนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย ด้วยเหตุนี้ เป็นเรื่องยากนักหรือที่เราจะจินตนาการว่าชาวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์หรือมุสลิม ซึ่งโกรธแค้นอิสราเอลหรือการบุกรุก การโค่นล้ม และการแทรกแซงอย่างไม่จบสิ้นของลัทธิล่าอาณานิคม จะใช้เทคนิคการก่อการร้ายหรือก่อสงครามกองโจรในลักษณะคล้ายคลึงกัน? คำถามที่อาจจะเหมาะสมกว่าคือ ทำไมมันไม่เกิดขึ้นเร็วกว่านี้? ในขณะที่กลุ่มหัวรุนแรงทั้งหลายแจกแจงความเจ็บแค้นของพวกเขาในยุคโลกาภิวัตน์ของเรา ทำไมเราถึงจะไม่ควรคาดหวังว่าพวกเขาจะบุกรุกเข้าไปถึงหัวใจของโลกตะวันตก? ถ้าอิสลามเกลียดชังความเป็นสมัยใหม่จริง เหตุใดชาวมุสลิมจึงรอให้ถึง 9/11 ก่อนจะลงมือ? และเหตุใดผู้นำทางความคิดชาวมุสลิมหลายคน จึงประกาศตอนต้นศตวรรษที่ 20 ว่า โลกมุสลิมต้องยอมรับความเป็นสมัยใหม่ ในขณะที่ปกป้องวัฒนธรรมอิสลามไปด้วยในเวลาเดียวกัน? เป้าหมายในยุคแรกๆ ของโอซามา บิน ลาเดน ไม่ใช่ความเป็นสมัยใหม่เลย เขาพูดถึงปาเลสไตน์ รองเท้าบู้ทอเมริกันบนแผ่นดินซาอุดิอาระเบีย ผู้นำซาอุภายใต้การควบคุมของอเมริกา และ "ชาวครูเสด" สมัยใหม่ ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ความโกรธแค้นของชาวมุสลิมหัวรุนแรงเพิ่งปะทุขึ้นบนแผ่นดินอเมริกันในปี 2001 ในทางที่เป็นปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์สมัยก่อนและสมัยใหม่ และต่อนโยบายของอเมริกัน ถ้าไม่มี 9/11 เหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ถึงแม้ว่าอิสลามในฐานะเครื่องมือต่อต้านจะไม่เคยเกิดขึ้นในโลก ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism) ก็มีจริง อุดมการณ์เบื้องหลังลัทธินี้อาจนับเป็นผู้ให้กำเนิดกลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มสงครามกองโจร และขบวนการปลดปล่อยระดับชาติจำนวนนับไม่ถ้วน ลัทธิมาร์กซ์มีอิทธิพลต่อกลุ่ม Basque ETA ในสเปน, FARC ในโคลัมเบีย, Shining Path ในเปรู และกองทัพแดงในยุโรป นี่เป็นตัวอย่างจำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้นจากโลกตะวันตก. จอร์จ ฮาบาช (George Habash) ผู้ก่อตั้งองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine) อันร้ายกาจ เป็นชาวคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์และนับถือลัทธิมาร์กซ์ ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงเบรุต ในยุคที่กระแสคลั่งชาติของชาวอาหรับหัวรุนแรงผนวกเข้ากับความคิดรุนแรงในลัทธิมาร์กซ์ ชาวปาเลสไตน์ที่นับถือคริสต์จำนวนมากสนับสนุนการกระทำของฮาบาช ชนชาติที่ต่อต้านผู้บุกรุกจากต่างชาติมักจะหา "ธง" เพื่อเผยแพร่และสรรเสริญเป้าหมายของการต่อสู้ของพวกเขา "การต่อสู้ทางชนชั้นระดับโลกเพื่อแสวงหาความยุติธรรม" เป็น "ธง" ที่ปลุกระดมเสียงสนับสนุนได้ดีธงหนึ่ง กระแสชาตินิยมเป็นธงที่ได้ผลยิ่งกว่า แต่ศาสนาเป็นธงที่ได้ผลดีที่สุด เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความเป็นธรรมจากระดับสูงสุดในการเคลื่อนไหว ทุกศาสนาในทุกประเทศยังสามารถใช้กระตุ้นจิตสำนึกร่วมทางชาติพันธุ์และกระแสชาตินิยมได้ ในขณะเดียวกับที่มันไปไกลกว่าธงทั้งสอง โดยเฉพาะในกรณีที่ศัตรูนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ในกรณีเหล่านี้ ศาสนาจะเลิกเป็น "ต้นเหตุ" ของการเผชิญหน้าและการปะทะกัน หากเป็น "เครื่องมือ" ของการกระทำดังกล่าว ธงของขบวนการอาจหายไป แต่ความเจ็บแค้นยังคงอยู่ พวกเรามีชีวิตอยู่ในยุคที่การก่อการร้ายมักเป็นเครื่องมือที่ผู้อ่อนแอเลือกใช้ กลยุทธ์การก่อการร้ายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถยับยั้งแสนยานุภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์ ของกองทัพอเมริกันในอิรัก อัฟกานิสถาน และประเทศอื่นๆ และด้วยเหตุนั้น สังคมที่ไม่ใช่มุสลิมในหลายๆ ประเทศจึงเรียกบิน ลาเดน ว่า "เช กูวาราคนต่อไป" นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากเห็นว่า วิถีทางของเขาคือการต่อต้านมหาอำนาจอเมริกันที่ประสบความสำเร็จ. บิน ลาเดน คือตัวอย่างของผู้อ่อนแอกว่าที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้รุกราน มุมมองแบบนี้อยู่เหนืออิสลามหรือวัฒนธรรมตะวันออกกลางใดๆ ทั้งมวล เมื่อเรามีสิ่งเดียวกันมากกว่าเดิม โลกไร้อิสลามจะยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งนองเลือดส่วนใหญ่ ที่ครอบงำสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์การเมืองด้วยสงครามและความเดือดร้อนแสนสาหัส ถ้าไม่ใช้ศาสนา กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะใช้ "ธง" อื่น ที่พวกเขาจะสามารถเผยแผ่กระแสชาตินิยมและเป้าหมายแห่งการปลดปล่อย แน่นอน ประวัติศาสตร์คงจะไม่เดินตามทางที่มันเดินจริงๆ แต่ในเบื้องลึกที่สุด ความขัดแย้งระหว่างตะวันออกและตะวันตกก็จะยังคงเป็นความขัดแย้งในประเด็นหลักๆ ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองที่สำคัญที่สุดตลอดมาในประวัติศาสตร์มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาติพันธุ์, ชาตินิยม, ความโลภ, ทรัพยากร, ผู้นำท้องถิ่น, เขตอิทธิพล, ผลประโยชน์ทางการเงิน, อำนาจ, การแทรกแซง, ตลอดจนความเกลียดชังคนนอก, ผู้บุกรุก, และนักล่าอาณานิคม เมื่อคำนึงว่าคนต้องเผชิญกับประเด็นอมตะเหล่านี้ เป็นไปได้อย่างไรที่พลังของศาสนาจะไม่ถูกนำมาใช้? เราควรจำไว้ด้วยว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 แทบทุกครั้งเป็นผลผลิตของระบอบการปกครองที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับศาสนา ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ Leopold II แห่งเบลเยียมในคองโก, ฮิตเลอร์, มุสโสลินี, เลนินและสตาลิน, เหมาเจ๋อตุง และพอล พต. ชาวยุโรปเป็นฝ่ายยุแยงให้เกิด"สงครามโลก"สองครั้ง ที่สะเทือนคนที่เหลือทั้งโลก ซึ่งเป็นความขัดแย้งระดับโลกสองครั้ง ที่ทำความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ใดในประวัติศาสตร์อิสลามจะเทียบเคียงได้ บางคนอาจฝันถึง "โลกไร้อิสลาม" ที่ปัญหาดังกล่าวข้างต้นไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกัน และวิกฤตที่เกิดขึ้นในโลกใบนั้นอาจมีหน้าตาไม่แตกต่างกันมากนักจากโลกของเราทุกวันนี้. ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ FROM www.midnightuniv.org March 15 The wise man was created by The Creatorเมื่อกล่าวถึงการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่า “มนุษย์” ตำราเรียนบอกเราว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิงตามแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการ ของชาลส์ ดาร์วิน ผู้เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการยอมรับจากมนุษย์ทั่วโลกจนกลายเป็นกระแสหลักในปัจจุบัน แต่ในศาสนาอิสลามมีการกล่าวถึงการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างออกไปจากทฤษฎีดังกล่าว ในพระคัมภีร์อัลกรุอ่านซึ่งเป็นวจนะของผู้ทรงเอกะ (Allah) กล่าวไว้ว่า
“โอ้มนุษย์ทั้งหลายถ้าหากพวกเจ้าสงสัย ในเรื่องการบังเกิดขึ้นใหม่หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ให้พวกเจ้าจงพิจารณาดูเถิด ความจริงเราได้สร้างพวกเจ้าขึ้นมาจากดิน ต่อมาเราได้สร้างพวกเจ้าขึ้นมาจากการปฏิสนธิ (ระหว่างเชื้ออสุจิของชายและไข่ของสตรี) หลังจากนั้นเป็นก้อนเลือด หลังจากนั้นจากก้อนเนื้อ ที่ครบร่าง และไม่ครบร่าง และเราให้ตัวอ่อนสถิตอยู่ในมดลูก ตามที่เราประสงค์ จนถึงเวลาที่กำหนดไว้ แล้วเราให้พวกเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก เพื่อพวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยฉกรรจ์ของพวกเจ้า และในหมู่พวกเจ้ามีผู้ถูกนำกลับไปสู่วัยที่ต่ำต้อย วัยชราเพื่อเขาจะไม่รู้อะไรเลย หลังจากที่ได้เคยรู้มาก่อน (อัลกุรอ่าน ซูเราะฮอัลฮัจญ์ อายะฮที่5)”
คำถามพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่ขนานนามตนเองว่า “มนุษย์” เมื่อมนุษย์ต้องการเพียงแค่อาหารที่จะใส่ท้องมิให้ท้องว่าง แล้วจะทำอย่างไรให้มีอาหารมาบำบัดความหิว คำตอบที่ได้คงมากมายและแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถทางสติปัญญา ความสามารถทางกำลังกาย รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทั้ง สภาพสังคมการเมืองและสภาพสังคมเศรษฐกิจ มนุษย์มิได้ต้องการเพียงแค่อาหารมาบำบัดความหิวเท่านั้น เพราะสิ่งมีชีวิตที่พิเศษยิ่งนี้มีความต้องการขั้นพื้นฐานมากกว่าเรื่องของปากท้อง มนุษย์จำเป็นยิ่งที่ต้องรู้จักธรรมชาติของตัวเองและต้องรู้จักธรรมชาติของสรรพสิ่งที่แวดล้อมตัวเอง คำถามที่ตามมาคือ มนุษย์มาอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่มนุษย์ตายแล้ว? ถ้าเราลองพิจารณาบ้าง มนุษย์นั้น ทุกนามเพศวัยมีชีวิตขึ้นมาพร้อมกับคำถามมากมาย “มนุษย์”นั้นคืออะไร? จุดหมายปลายทางของมนุษย์คืออะไร? และจะทำอย่างไรที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางนั้น? การมีชีวิตแบบใดเล่าถือว่าเป็นชีวิตที่ถูกต้อง ? และจะทำอย่างไรจึงจะดำเนินชีวิตอย่างนั้นได้? คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ บางชีวิตใส่ใจกับคำถามและพยายามแสวงหาคำตอบ บ้างก็พบแสงเทียนที่ริบรี่ของคำตอบแต่ละเลยที่จะจุดเทียนเล่มนั้นให้สว่างไสว บ้างก็พบแสงเทียนที่สว่างไสวและมองเห็นคำตอบอยู่เบื้องหน้า อีกทั้งแบ่งปันแสงสว่างแก่เพื่อนรอบข้างอีกด้วย แต่ในบางชีวิตกลับไม่พบแสงสว่างใดๆเลย เขายังคงเดินท่ามกลาง “แสงที่มืด” ถ้าเราลองมาพิจารณาอีกว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ไหมที่จะหาคำตอบจากคำถามเหล่านี้ มนุษย์ไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใดที่จะนำไปสู่การแสวงหาคำตอบ แต่การขาดแคลนยิ่งกว่านั้นคือการขาดคำตอบโดยที่ไม่พยายามแสวงหาคำตอบ ในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ ทั้งแสงตะวันที่ให้แสงสว่าง สายลมที่พัดใบไม้เคลื่อนไหวและสายฝนที่หลั่งมาจากฟ้าทำให้พรรณไม้งอกงาม มนุษย์ไม่สามารถถามแสงตะวัน สายลม และสายฝน ว่ามันคืออะไร และทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น แต่มนุษย์เองสามารถแสวงหาคำตอบจากปรากฏการณ์นั้นซึ่งมิเคยทำหน้าที่ของมันบกพร่องเลย ด้วยการสังเกตความเคลื่อนไหวของมัน เสมือนหนึ่งว่าสรรพสิ่งที่แวดล้อมมนุษย์ในธรรมชาติซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาจักเป็นตำราเล่มใหญ่ให้มนุษย์ได้แสวงหาคำตอบจากคำถามต่างๆมากมาย
มนุษย์มี “สติปัญญา” (ซึ่งได้รับ) ที่จะแสวงหาคำตอบ มนุษย์ดำรงอยู่ในจักรวาลที่ถูกควบคุมโดยกฎอย่างหนึ่ง และทุกสิ่งที่อยู่ในนั้นก็ปฏิบัติตามวิถีทางที่ได้ถูกกำหนดไว้สำหรับมัน สำหรับมนุษย์ผู้มีสติปัญญาแล้วมีหน้าที่พิจารณาใคร่ครวญ(reflect)ต่อกฎอันยิ่งใหญ่ดังกล่าว ความพิเศษยิ่งของมนุษย์นั้นมีชีวิตขึ้นมาพร้อมกับ “สติปัญญา” จึงมีความสามารถที่จะคิดและตัดสิน หรือเลือก(ยอมรับ)และปฏิเสธ(ปิดบัง) อีกทั้งมนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไรก็ตามที่ปรารถนาตามอุดมการณ์ที่เขายึดถือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งมนุษย์มีเจตนารมณ์เสรีพร้อมด้วยสติปัญญาซึ่งทำให้เขามีเสรีภาพที่จะคิด เลือก และปฏิบัติ ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆที่ขาดสติปัญญา ฉะนั้นจึงไม่มีการบังคับใดๆทั้งสิ้นให้เขาต้องปฏิบัติตามลัทธิหรือความเชื่อใดๆที่มีอยู่ โดยกฎอย่างหนึ่งที่ยิ่งใหญ่แล้วมนุษย์เกิดมาภายใต้กฎนั้น แรกมีชีวิตมนุษย์เปรียบดังผ้าขาว (ซึ่งที่จริงแล้วเป็นยิ่งกว่าผ้าขาวเพราะผ้าขาวมีคุณสมบัติอื่นมาแต้มคือสีขาว) เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นมาในสังคมซึ่งประกอบด้วยสีต่างๆ มากมายให้มนุษย์ได้คิดและเลือกที่จะเชื่อและปฏิบัติตาม จนมนุษย์ถูกทำให้บิดพลิ้วไปจากกฎที่มีอยู่เดิมอันยิ่งใหญ่ที่ควรจะเป็น
ใน “เสรีภาพ” คือ “บททดสอบ” มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสติปัญญา อีกทั้งยังมีเสรีภาพที่จะคิดและปฏิบัติในสิ่งใดๆที่ปรารถนาแล้ว ใช่ว่าจะจบลงเพียงแค่นั้น ในเสรีภาพและสติปัญญาที่มนุษย์ได้รับมีบททดสอบอยู่เสมอ สติปัญญาและเสรีภาพนั้นถูกใช้ไปเพื่อสิ่งใด หมายความว่าการเลือกที่จะกระทำใดๆโดยใช้สติปัญญาและเสรีภาพคิดใคร่ครวญนั้นคือการทดสอบที่ใหญ่ยิ่ง และไม่มีการบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ถ้ามีการบังคับการทดสอบก็ไร้ความหมาย เช่นเดียวกับข้อสอบอัตนัยและปรนัย สำหรับข้อสอบปรนัย ถ้าสติปัญญาและเสรีภาพคือคำถาม คำตอบที่ได้นั้นมีเพียงตัวเลือกสี่ข้อ คุณมีสิทธิ์เลือกในสี่ข้อนี้เท่านั้น ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุดที่ควรจะเป็น นี่คือลักษณะของการบังคับให้เลือก ส่วนข้อสอบอัตนัยถ้าสติปัญญาและเสรีภาพคือคำถาม คุณมีกระดาษเปล่าที่ไม่มีแต่เส้นบรรทัดสำหรับเขียนคำตอบ ในชีวิตมนุษย์นั้นมีสิ่งต่างๆถาโถมเข้ามาสู่ความนึกคิด ทั้งสิ่งที่ทำให้มนุษย์พบแสงสว่างและสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงทาง หน้าที่ของมนุษย์คือใช้สติปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ(Reflect) ในสิ่งเหล่านั้น นี่คือการทดสอบที่ใหญ่ยิ่งจากพระผู้ทรงสร้าง (The Creator)
เมื่อ...ฉันยังเล็กฉันถามว่า ทำไมนกถึงบินได้ พ่อแม่บอกฉันว่า “เพราะมันมีปีกไง” เมื่อ...ฉันยังเด็กฉันถามว่า ตัวฉันมาจากไหน พ่อแม่บอกฉันว่า “มาจากพ่อกับแม่ไง” เมื่อ...ฉันเป็นวัยรุ่นฉันถามว่า วันๆเรามีชีวิตเพื่อทำอะไร เพื่อนๆบอกฉันว่า “ก็ไปเล่นเกมส์กับจีบสาวไง” เมื่อ...ฉันเป็นหนุ่มสาวฉันถามว่า ชีวิตของเรากำลังแสวงหาอะไรกัน เพื่อนหนุ่มสาวบอกฉันว่า “ก็ความอิสระไง” เมื่อ...ฉันเป็นผู้ใหญ่ฉันถามว่า เป้าหมายของชีวิตนี้คืออะไร ผู้ใหญ่อีกคนบอกฉันว่า “ทำงาน แต่งงาน มีครอบครัว” เมื่อ...ฉันแก่ชราฉันถามว่า ชีวิตที่ใกล้ดับนี้ต้องการสิ่งใดมากที่สุด ผู้แก่ชราอีกคนบอกฉันว่า “อยากมีลูกหลานมาอยู่เคียงข้าง” และเมื่อ...ฉันคือมนุษย์ฉันถามว่าเรามีชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร เพื่อนที่ฉันไม่รู้จักบอกฉันว่า“สติปัญญาจะบอกคุณเอง”
December 15 บทความน่าสนใจ(อัลกรุอ่านและไบเบิล)ความรู้จากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยพระนามของอัลลอฮผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่ง มวลการสรรเสริญแด่พระองค์ ปัจจุบันมีการพูดและแสดงความคิดเห็นกันมากเกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอานเป็นต้นเหตุแห่งความรุนแรง นำไปสู่ ปัญหาการก่อการร้ายในภาคใต้และโลก เพราะมีมุสลิมหลายกลุ่มนำคำสอนในคัมภีร์ไปตีความอย่างผิดๆหรือใช้เพื่อบิดเบือน เพื่อเป้าหมายของตนเอง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้รู้ที่จะต้องชี้แจงเพื่อความกระจ่างและขจัดความสับสนของสังคมคัมภีร์อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมวจนะของอัลลอฮ์ที่ทรงมีต่อมนุษย์โดยผ่านศาสดามุฮัมมัด ทั้งนี้โดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติ คัมภีร์นี้มิใช่คัมภีร์ที่มีไว้เพื่อสักการะบูชา และมิใช่เป็นคัมภีร์ที่มีวัตถุประสงค์ทางไสยศาสตร์ หากแต่เป็นคัมภีร์เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกๆด้านและมิติทีเกี่ยวข้องกับมนุษย์ สำหรับมุสลิมแล้วบทบัญญัติที่มีอยู่ในคัมภีร์คือบทบัญญัติที่ทุกคนต้องปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ทุกคนต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อที่จะนำมาใช้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของอัลกุรอาน การรวบรวม พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบท ทั้งหมด 114 บท แต่ละบทเรียกว่าซูเราะห์ซึ่งมีความยาวไม่เท่ากัน โดยจำนวนวรรคมากบ้างน้อยบ้างต่างกัน แต่ละวรรคเรียกว่าอายะห์ โดยมีทั้งหมด 6666 วรรค จนถึงทุกวันนี้ ชาวมุสลิมแทบทุกคนจะจำอัลกุรอานได้บางส่วน และมีบางคนสามารถจดจำได้ตลอดทั้งเล่ม ฉะนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าวิธีการจดจำอัลกุรอานแบบท่องจำ กลายเป็นวิธีการหลักในการรักษาอัลกุรอานเอาไว้ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อัลกุรอานและหนังสือทั่วไป การนำเสนอประวัติศาสตร์ในคัมภีร์อัลกรุอานต่างกับหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป การกล่าวถึงวิทยาศาสตร์ในอัลกรุอานจะใช้สำนวนต่างจากภาษาทางวิทยาศาสตร์ ในทำนองเดียวกันคัมภีร์อัลกรุอานก็จะมีวิธีของตัวเองในการแก้ปัญหาทางวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจและสังคม และที่สำคัญคัมภีร์อัลกรุอานมิใช่คัมภีร์ว่าด้วย "ศาสนา" ในความเข้าใจของคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้เริ่มศึกษาอัลกุรอานหรืออ่านคำแปลอัลกรุอาน อาจทำให้รู้สึกงงและไม่เข้าใจได้ ศ.ด.ร.อับดุลลอฮ. บิน อับดุลมุห์ซิน อัตตุรกีย์ รมว. ศ า สนสมบัติของซาอุดิอารเบีย ผู้จัดทำโครงการ แปลอัลกุรอานเป็นภาษาต่างๆทั่วโลกร่วมถึงประเทศไทย กล่าวว่า "ข้าพเจ้าทราบดีว่า การแปลความหมายอัลกุรอานนั้น แม้จะใช้ความละเอียดถี่ถ้วนอย่างไรก็ยังไม่สามารถสื่อถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ของตัวบทที่มีความมหัศจรรย์ได้ ความหมายต่างๆที่แปลออกมาจึงเป็นเพียงผลของความรู้และความเข้าใจของผู้แปลที่มีต่ออัลกรุอาน แน่นอนย่อมมีความผิดพลาด และขาดตกบกพร่องได้เหมือนงานอื่นๆของมนุษย์บุถุชนทั่วไป" ก. ทำให้ผู้อ่านรู้ถึงวิทยปัญญา(ภาษาอาหรับเรียกว่าหิกมะฮ์)ที่ก่อให้เกิดหลักการ ตามความหมายของโองการนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ละหมาดไม่จำเป็นต้องผินหน้าไปทางบัยตุลลอฮ(กิบละฮ์)เมืองเมกกะฮประเทศซาอุดิอารเบีย แต่เมื่อพิจารณาถึงมูลเหตุและภูมิหลังของการประทานโองการนี้จะพบว่า มีชนกลุ่มหนึ่งไม่รู้แน่ชัดว่า ทางไหนหรือทิศไหนคือตำแหน่งบัยตุลลอฮ์ ดังนั้นต่างคน ต่างหันไปยังทิศที่ต่างได้วินิจฉัยด้วยสติปัญญาว่าน่าจะเป็นตำแหน่งบัยตุลลอฮ เพราะช่วงเวลานั้นเป็นเวลากลางคืน ท้องฟ้ามืดมิดและไม่มีเข็มทิศด้วยในสมัยนั้น พอรุ่งเช้าก็เป็นที่แน่ชัดว่า บางคนนั้นวินิฉัยผิด ซึ่งในโอง การนี้อัลลอฮได้แจ้งแก่ศาสดามูฮัมมัดให้ทราบว่า อัลลอฮทรงผ่อนปรน ในการหันไปทางบัยตุลลอฮ เมื่อมีเหตุการณ์ความจำเป็น ทำไมคัมภีร์กุรอานถึงได้กล่าวเช่นนั้น? อัลลอฮฺได้ตรัสความว่า แต่ถ้าพวกเขายุติ ก็จงอย่าให้การเป็นศัตรูใดๆเกิดขึ้น เว้นแต่พวกที่สร้างความอธรรมเท่านั้น เดือนต้องห้ามก็ด้วยเดือนต้องห้าม และบรรดาสิ่งที่จำเป็นต้องเคารพนั้นก็มีกฎแห่งความเท่าเทียมกัน ดังนั้น ถ้าผู้ใดละเมิดต่อสูเจ้า ก็จงตอบโต้(การป้องกันตัว)การละเมิดของเขาเช่นเดียวกับที่เขาละเมิดพวกเจ้า แต่จงเกรงกลัวอัลลอฮฺและจงรู้เถิดว่าอัลลอฮฺนั้นทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรง" (กุรอาน 2:190-194) ส่วนข้อความที่สองมีข้อความทั้งหมดดังนี้ : ดังนั้น ถ้าหากพวกเขาถอนตัวออกไปจากพวกเจ้าและไม่ต่อสู้พวกเจ้าแล้ว และให้หลักประกันสันติภาพแก่พวกเจ้าแล้ว ดังนั้น อัลลอฮฺก็มิทรงเปิดหนทางใดสำหรับเจ้า(ที่จะทำสงครามต่อพวกเขา) พวกเจ้าจะพบพวกอื่นๆที่ต้องการจะได้รับความปลอดภัยจากพวกเจ้าเช่นเดียวกับจากพวกเขาเอง คราใดที่พวกเขาถูกส่งกลับไปสู่การล่อลวงอีก พวกเขาก็จะกลับไปสู่สิ่งนั้นตามเดิม ดังนั้น ถ้าหากพวกเขามิได้ถอนตัวออกไปจากพวกเจ้า และมิได้ให้(หลักประกัน)สันติภาพแก่พวกเจ้าและมิได้ยับยั้งมือของพวกเขาไว้แล้ว ก็จงจับพวกเขาไว้และจงฆ่าพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา ในกรณีของพวกเขาเหล่านี้แหละที่เราได้ให้อำนาจที่ชัดเจนต่อพวกเขา" (กุรอาน 4:89-91) เมื่ออ่านข้อความจากกุรอานทั้งหมดนี้แล้ว ไม่มีข้อความใดอนุญาตให้ฆ่าใครได้อย่างเสรี และปราศจากเหตุผล ข้อความดังกล่าวข้างต้นนั้นมิใช่การอนุญาตให้มี "ลัทธิก่อการร้าย" แต่อย่างใด แต่มันเป็นการเตือน "ผู้รุกรานหรือผู้ก่อการร้าย" ต่างหาก แต่แม้จะเป็นการเตือนก็ตาม ผู้อ่านจะได้เห็นว่าคำสั่งในกุรอานเน้นให้มีการยับยั้งและระมัดระวังในการตอบโต้ ถ้าผู้อ่านศึกษาเนื้อหาคำสอนของอัลกุรอานแล้ว ท่านจะต้องศึกษาเรื่องราวภูมิหลังของคำสอนดังกล่าวด้วย เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมาก มิเช่นนั้น คำสอนของศาสนาจะถูกนำไปตีความอย่างผิดๆหรือใช้เพื่อบิดเบือน เป็นเรื่องจริงที่มุสลิมบางคนและบางกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งได้นำเอาข้อความเหล่านี้ไปใช้เพื่อเป้าหมายของตนเอง เรื่องนี้มิได้เกิดขึ้นกับมุสลิมจากการตีความคำสอนของอัลกุรอานอย่างผิดๆเท่นั้น แต่มันยังเกิดขึ้นกับศาสนิกอื่นๆด้วย แม้แต่ในคัมภีร์ไบเบิล ผู้อ่านจะเห็นว่ามีข้อความมากมายที่ดูเหมือนว่ารุนแรงมาก ถ้าหากไม่อ่านควบคู่ไปกับภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ชาวยิวและชาวคริสเตียนที่มีแนวคิดรุนแรงและสุดโต่ง "เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงพาท่านเข้าในแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะเข้ายึดครองและกวาดไล่ประชาชาติหลายชาติให้ออกไปให้พ้นท่าน คือคนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์และคนเยบุสเป็นประชาชาติซึ่งใหญ่โตกว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน และเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของท่านและท่านจะตีเขาให้พ่ายแพ้ไปนั้น พวกท่านต้องทำลายเขาให้สิ้นทีเดียว อย่าได้กระทำพันธสัญญาใดๆกับเขาเลย และอย่ามีความเมตตาต่อเขาด้วย พวกท่านอย่าสัมพันธ์กับเขาโดยการแต่งงาน อย่ายกบุตรีของท่านให้แก่บุตรชายของเขาหรือรับบุตรหญิงของเขามาให้แก่บุตรชายของท่าน เพราะว่าจะทำให้บุตรชายของพวกท่านหันเหไปจากเรา ไปปฏิบัติพระอื่นๆ พระเจ้าจะทรงพระพิโรธต่อท่านทั้งหลายและจะทรงทำลายท่านโดยเร็ว แต่จงกระทำแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงทำลายแท่นบูชาของเขาเสีย และหักทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์ของเขาเสีย...." (เฉลยธรรมบัญญัติ 7:1-5) "เมื่อพวกท่านเข้าไปใกล้เมืองซึ่งท่านจะไปสู้รบนั้น จงเสนอหลักสันติภาพแก่เมืองนั้นก่อน ถ้าเขาตอบท่านอย่างสันติและเปิดประตูเมืองให้แก่ท่าน ก็จงให้ประชาชนทั้งปวงที่พบอยู่ในนั้นทำงานโยธาให้แก่ท่าน ปรนนิบัติท่าน ถ้าเมืองนั้นไม่ร่วมสันติกับท่าน แต่กลับออกมารบ ก็ให้ท่านเข้าล้อมตีเมืองนั้นได้ เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าประทานเมืองนั้นไว้ในมือท่านแล้ว ท่านจงฆ่าชายทุกคนเสียด้วยคมดาบ แต่ผู้หญิงและเด็ก สัตว์และทุกสิ่งในเมืองนั้นคือของที่ริบไว้ทั้งหมด ท่านจงยึดเอาเป็นของตัว ท่านจงอิ่มใจในของที่ริบมาจากศัตรูของท่านซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ท่านทั้งหลายจงกระทำเช่นนี้แก่ทุกหัวเมืองที่อยู่ไกลจากท่าน ซึ่งไม่ใช่หัวเมืองของประชาชาติใกล้ๆนี้ แต่ในหัวเมืองของชนชาติทั้งหลายนี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก ท่านอย่าไว้ชีวิตสิ่งใดๆที่หายใจได้เลย แต่จงทำลายเขาเสียให้สิ้นเชิง" (เฉลยธรรมบัญญัติ 20:10-17) "เพราะฉะนั้น จงประหารชีวิตด็กผู้ชายเล็กเสียทุกคน และประหารชีวิตผู้หญิงซึ่งได้ร่วมกับผู้ชายเสียทุกคน แต่จงไว้ชีวิตเด็กผู้หญิงที่ยังไม่ได้ร่วมกับผู้ชายไว้สำหรับท่านทั้งหลายเอง" (กันดารวิถี 31:17-18) แม้แต่ในพันธสัญญาใหม่ เราก็พบข้อความต่อไปนี้ซึ่งอ้างว่าพระเยซูกล่าวแก่สานุศิษย์ของท่าน : การฆ่าผู้หนึ่งผู้ใดโดยปราศจากความผิดเป็นถือเป็นบาปใหญ่ คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงเรื่องการห้ามฆ่าไว้ ความว่า " และจงอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ นอกจากด้วยสิทธิอันชอบธรรมเท่านั้น ที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่สูเจ้านั้นก็เพื่อสูเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา" (กุรอาน 6:151) และอัลลอฮฺยังได้ตรัสไว้อีกความว่า "และจงอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และผู้ใดถูกฆ่าอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น เราได้ให้อำนาจแก่ผู้ปกครอง (ที่จะลงโทษอย่างเท่าเทียมกันหรือให้อภัย) ดังนั้น จงอย่าได้ล่วงเกินขอบเขตในเรื่องการฆ่า เพราะเขา (ผู้ถูกอธรรม) จะได้รับความช่วยเหลือ" (กุรอาน 17:33) และการฆ่าผู้หนึ่งผู้ใดโดยปราศจากความผิดเป็นถือเป็นบาปใหญ่เหมือนกับการฆ่ามนุษยชาติทั้งหมด และการไว้ชีวิตใครคนหนึ่งถือเป็นความดีเหมือนกับการไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งหมด (ดูกุรอาน 5:32) ความเป็นจริงในคัมภีร์กุรอานมีข้อความมากมายที่กล่าวถึงการส่งเสริมคนทำความดี ละเว้นความชั่วและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างศาสนิกต่างๆ แต่ผู้คนกลับไม่กล่าวถึงและนำมาปฏิบัติ ในเมื่ออัลกุรอานเป็นคัมภีร์เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกๆด้านและมิติทีเกี่ยวข้องกับมนุษย์ และบทบัญญัติที่มีอยู่ในคัมภีร์คือกฏหมายที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ ดังนั้นมันจึงเสมือนดาบสองคมที่จะนำสู่สันติภาพของโลก หากนำไปสนับสนุนความถูกต้อง ในทางกลับกัน มันจะนำไปสู่ "ความรุนแรงและการก่อการร้ายระดับโลก" หากคำสอนของอัลกุอานถูกนำไปตีความอย่างผิดๆหรือใช้เพื่อบิดเบือน อย่างที่มุสลิมบางคนและบางกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งได้นำเอาข้อความเหล่านี้ไปใช้เพื่อเป้าหมายของตนเอง เพราะฉะนั้นเราต้องแยกแยะระหว่างหลักการของศาสนาทีถูกต้องกับมุสลิมผู้กระทำผิด เพราะเป็นคนละส่วนกัน ในขณะเดียวกันเราจะต้องร่วมกันประณามการก่อการร้ายทุกรูปแบบที่กระทำในนามของศาสนาอิสลาม และเป็นกำลังใจต่อผู้กระทำความดี ละเว้นความชั่ว หมายเหตุผู้เขียนเรียบเรียงจาก 1. สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ.1999 .อัลกุรอานพร้อมคำแปล.มาดีนะฮฺ: ศูนย์กษัตร์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์ 2. al- Zuhaili,Wahbah.1991. al-Tafsir al- Munir. Damascus : Dar al-Fikr. 2/176 3. http://www.muslimthai.com 4.บรรจง บินกาซัน : Thaimuslimshop.com December 05 กรณีว่าด้วยดอกเบี้ยข้อสงสัย
1.เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งมีการคิดดอกเบี้ยด้วย เราสามารถกู้ได้หรือไม่ เงินที่นำมาใช้เป็นที่อนุญาตหรือเปล่า
2.นักศึกษาบางคนไม่มีทางเลือก กล่าวคือฐานะครอบครัวไม่เอื้อให้ตนได้เรียนถ้าไม่กู้ยืมเงินดังกล่าวนั้นเขาและเธอสามารถกู้ได้หรือไม่ด้วยเหตุผลดังกล่าว
ข้อชี้แจง
November 16 เพื่อนกันตลอดกาลในวันที่ตัวฉันนั้นไม่มีใคร
ในวันที่ดวงใจฉันแสนสับสน
ในวันที่ชีวิตฉันแสนมืดมน
เป็นวันที่เธอพ้นก้าวผ่านเข้ามา
มาทำให้วันนี้ฉันมีความหวัง
ม่ต่อเติมพลังที่ฉันโหยหา
มาทำให้ชีวิตฉันมีคุณค่า
มาทำให้ดวงตาฉันเต็มประกาย
ฉันเองก็รู้อยู่ว่าเธนั้นมีความหมาย
เราเองก็รู้เต็มใจ
คงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีกัน
จวบจนวันนี้ฉันมีความรัก
และเป็นความรักที่แสนยิ่งใหญ่
นับจากวันนี้และตลอดไป...
เราจะอยู่ในใจกันและกัน
นับจากวันนี้และตลอดไป...
เรามีดวงใจของกันและกัน
ที่มา นวนิยาย เพื่อนกันตลอดกาล
September 15 มุมมองใหม่มุมมองด้านใหม่ ความเข้าใจต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
บรรยากาศยามเย็นในดินแดนโดมรั้วเหลืองแดง ดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้ว พันธุ์ไม้เขียวขจีถูกปลูกไว้ริมถนนสวยงาม นกน้อยพี่น้องสองตัวกำลังยืนเกาะกิ่งไม้หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการบินเล่นทั่วดินแดนเหลืองแดงแห่งนี้ สองนกน้อยพี่น้องเกิดและเติบโตที่นี่ แม่นกเล่าให้ฟังว่าพ่อนกและแม่นอพยพย้ายมาจากต้นไม้ในป่าคอนกรีตบริเวณข้างสนามหญ้ากว้างใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ้งถูกขนานนามว่า ท่าพระจันทร์ แม่นกให้เหตุผลที่ย้ายมาอยู่ ณ ดินแดนใหม่แห่งนี้ก็เพราะว่ามลพิษทางเสียงและอากาศที่ไม่เอื้อให้เผ่าพันธุ์นกอย่างเราอาศัยอยู่อย่างมีความสุขได้หรืออีกเหตุผลหนึ่งคือเป็นไปได้ไหมว่าเราถูกขับไล่ให้มาสถิต ณ ดินแดนแห่งนี้ด้วยเหตุผลในเรื่องของพื้นที่ที่จะใช้ในการปฏิบัติกิจใดๆทางการศึกษาหรือกิจทางการบันเทิงก็แล้วแต่ และเหตุผลทางการพัฒนาการศึกษา การขยาย(โอกาสทางการศึกษา จำนวนนักศึกษา )ในอนาคต ทั้งนี้เพื่อรองรับและก้าวตามกระแสโลกาภิวัฒน์ (globalization) ดวงตะวันยามเย็นใกล้ลับขอบฟ้าทอแสงผ่านใบไม้ระยิบระยับ นกน้อยพี่และน้องกระโดดเล่นจากกิ่งโน้นมากิ่งนี้อย่างเพลินใจ เหล่ามนุษย์นักศึกษาขาวดำหรือแม้กระทั่งชุดแฟชั่นตามยุคสมัยเดินกันเรียงราย ตามเส้นทางและเป้าหมายของแต่ละคน พี่นกน้อย : น้องนกน้อยหายไปไหนมาพี่บินหาแถวนี้ไม่เจอเลย น้องนกน้อย : อ้อ คับ น้องก็เพียงแค่บินเล่นแถวนี้แหละ พี่นกน้อย : วันหลังถ้าจะไปก็อย่าลืมชวนพี่ไปด้วยละกัน น้องนกน้อย : คับ คือว่าเมื่อเช้าผมไปเล่นแถวต้นไม้หลังหอพักพวกมนุษย์ที่เขาเรียกตัวเองว่า นักศึกษานะ ผมเห็นกลุ่มมนุษย์เพศชายกลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องอะไรบางอย่าง ผมอยากรู้ก็เลยแอบฟัง พี่นกน้อย : แล้วพวกมนุษย์นั้นเขาคุยกันถึงเรื่องอะไรเหรอ เล่าให้พี่บ้างสิ เพื่อว่าจะเป็นความรู้ใหม่ น้องนกน้อย : ได้ซิคับพี่ พวกเขาคุยกันถึงเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนี่แหละ ผมก็ไม่ ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันคืออะไร จากที่พวกเขาคุยกันบอกว่า ความเข้าใจต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของนักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป ณ ปัจจุบันนี้เป็นความเข้าใจที่มองผ่านแว่นตาของตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ เรารับแนวคิดแบบตะวันตกมาเพราะเห็นว่ามันดีและเหมาะสมกับสภาพของกลุ่มตน โดยดูตัวอย่างจากประเทศตะวันตกที่เขาพัฒนาแล้วเช่น USA UK เป็นต้นอย่างในเรื่องของประชาธิปไตยที่นำมาใช้ในสังคมเราปัจจุบันนี้ ทำไมประชาธิปไตยในดินแดนต้นกำเนิดจึงไม่เหมือนกับประชาธิปไตยในบ้านเรา โดยหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งทั่วโลกมองและเข้าใจว่านี่คือการปกครองที่ดีที่สุดในเวลานี้ มนุษย์ทั่วโลกต่างชื่นชมและชื่นชอบนิยมในประชาธิปไตย เห็นได้จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็นรัฐต่างๆ 15 รัฐ รัฐต่างๆใน 15 รัฐ ต่างทยอยรับแนวคิดเข้ามาใช้ในบ้านเมืองส่งผลให้รัฐที่เป็นต้นแบบแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน พี่นกน้อย : แล้วประชาธิปไตยมุมมองใหม่ที่เด็กกลุ่มนั้นคุยกันเป็นอย่างไรล่ะ น้องนกน้อย : ขออธิบายประชาธิปไตยแบบตะวันตกก่อนนะคับ ประชาธิปไตยก็คือแนวคิดที่เป็นผลผลิตจากการคิดแบบมนุษยนิยมที่ยกย่องความเป็นมนุษย์แบบหยิ่งทะนงตนในสติปัญญาในการสร้างสรรค์ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมได้อย่างดีเยี่ยม การปกครองระบอบนี้ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงนั่นคืออำนาจในการปกครองตนเอง (อธิปไตยมาจากปวงประชา) โดยใช้ระบบตัวแทนของกลุ่มประชาชนเพื่อไปทำหน้าที่ใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ในสถาบันทางการเมือง อำนาจอธิปไตยถือเป็นหัวใจหลักของระบอบนี้ซึ่งอำนาจนี้มาจากประชาชนนั่นแสดงว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะใช้อำนาจนี้อย่างสมบูรณ์ตามที่ต้องการ นอกจากนี้แล้วยังให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนเป็นต้น พี่นกน้อยว่ายังไงคับ พี่นกน้อย : พี่ก็ไม่รู้สิว่ามันเหมาะหรือดีไหมสำหรับมนุษย์ เรื่องนี้ต้องให้พวกมนุษย์ซึ่งมีสติปัญญามันเลือกเองดีกว่า แล้วที่ว่าประชาธิปไตยมุมมองใหม่ที่เด็กกลุ่มนั้นคุยกันล่ะเป็นยังไง น้องนกน้อย : คับ เด็กกลุ่มนั้นคุยกันว่า มนุษย์นั้นถูกให้มีขึ้นมาด้วยความเป็นอิสรชนที่มาพ้อมกับการมีชีวิตกล่าวคือ เมื่อเขาคลอดออกมาจากท้องของผู้เป็นมารดาเขาย่อมได้รับสองอย่างนี้นั่นคือเขามีความเสมอภาคกับเพื่อนมนุษย์ทุกคน และสิทธิเสรีภาพที่เขามีในฐานะที่เป็นมนุษย์ ส่วนหลักความเสมอภาคที่เขาได้มานั้นเพราะว่าเขาเป็นมนุษย์เหมือนกันนั่นย่อมแสดงว่า ความแตกต่างทางเชื้อชาติไม่มีผลใดๆทั้งสิ้นต่อความเสมอภาคที่เขาพึงได้รับ อีกประการหนึ่งในเรื่องความเสมอภาคคือ ทุกคนมีเกียรติในความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ ในฐานะที่มนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างเหมือนกันและมีความเหนือกว่าสิ่งถูกสร้างอื่นๆในสากลโลก ความมีเกียรตินี้มนุษย์ได้รับเหนือกว่าสิ่งถูกสร้างอื่นๆ เช่น มนุษย์สามารถใช้ทรัพยากรต่างๆบนโลกนี้ตามความสามารถอีกทั้งสามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ(แม่น้ำ ภูเขา ป่า ทะเล) เกียรตินี้จะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคนรวย คนจน ชนชั้นนำในสังคม ชนชั้นปกครองและชนชั้นใต้ปกครองเหล่านี้ทั้งหมดยอมรับและสิโรราบต่ออำนาจของสิ่งที่ประสงค์ให้มีมนุษย์ขึ้นมา ส่วนในเรื่องของเสรีภาพหมายถึงเสรีภาพในศาสนา การเมือง และทัศนะความคิดต่างๆ การปรึกษาหารือก็เป็นลักษณะหนึ่งที่มนุษย์ได้รับมา กล่าวคือ มนุษย์มีอิสรเสรีในการเลือกรูปแบบของการปรึกษาหารือเพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์โดยรวมของดินแดนและสังคม หมายความว่าลักษณะแบบนี้คือการปกครองที่ใช้รัฐสภาในปัจจุบันที่ใช้อยู่ในรัฐต่างๆ ส่วนในเรื่องของการแสดงความคิดเห็น ทัศนะของมนุษย์ปัจเจกนั้นสามารถกระทำได้อย่างเสรีเช่นกันทั้งการพิจารณาใคร่ครวญ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ข้อดีข้อเสีย เหล่านี้เขาสามารถกระทำได้ตราบใดที่มีคุณสมบัติพร้อมและเงื่อนไขที่เอื้อให้ปฏิบัติได้ลักษณะเช่นนี้คือการเลือกผู้แทนของมนุษย์นั่นเอง แต่มิใช่รูปแบบที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันที่มีเรื่องของเงิน อำนาจ ทุนนิยม ผลประโยชน์ และพวกพ้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแต่การเลือกผู้แทนที่แตกต่างจากลักษณะดังกล่าวคือการเลือกโดยยึดหลักศีลธรรม ความรู้ ความสามารถ มากกว่าเงินทอง ชื่อเสียง ผู้แทนคนใดที่มีความพร้อมทั้งความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ทักษะในการทำงานที่ดีเยี่ยม คุณธรรมประจำตนที่พร้อม เขาย่อมได้รับการเป็นผู้แทนแม้ว่าเสียงอาจน้อยกว่าผู้แทนที่มีเงินมากแต่ใช้เงินซื้ออำนาจจากประชาชน อำนาจอธิปไตยมิใช่มาจากมนุษย์หรือผู้แทน ผู้นำการปกครองใดๆทั้งสิ้น แต่อำนาจอธิปไตยมาจากผู้ที่ประสงค์ให้มนุษย์และสรรพสิ่งในโลกมีขึ้นมา ฉะนั้นสิ่งถูกสร้างทั้งหลายในสากลโลกย่อมต้องอ้างอิงและกลับไปต่ออำนาจดังกล่าว เป้าหมายของแนวคิดที่ว่าคือ ความมีเกียรติ ความเสมอภาค เสรีภาพที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ซึ่งเป็นของขวัญล้ำค่าที่ควรหวงแหนและนำไปใช้ในเส้นทางสีขาว ดังกล่าวแล้วมนุษย์ทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายทั้งนี้เพื่อก่อเกิดความดีงามต่อสังคมและรักษาไว้ซึ่งความสงบและเสถียรภาพในสังคมอย่างยั่งยืน
No-one may deprive anyone els of his rights and power สิทธิเสรีภาพอันพึงมีและถูกทำนอง ย่อมมิถูกลิดรอนโดยผู้ใด
เธอ.....นักศึกษา ถามตัวเองว่ากิจกรรมใดๆที่เธอดำเนินอยู่ทำเพื่ออะไร เพื่อ...ประสบการณ์....สังคมภายนอก...มหาวิทยาลัย...ประชาชน...เพื่อตัวเอง ? เธอ.....นักศึกษา เหตุใดแนวโน้มกิจกรรมของเราจึงเป็นแนวบันเทิงหลอกใจ หรือเพื่อความสนใจในตัวเองโดยไม่มองสภาพภายนอกรั้วมหา’ลัยบ้าง ? เธอ.....นักศึกษา หรือว่าผู้ใหญ่ยัดเยียดสนับสนุนพวกเราให้ทำกิจใดๆที่ไม่เอื้อแก่บุคคลที่สามเลยหรืออย่างไร ? เธอ.....นักศึกษา หรือสภาพสังคมปัจจุบันไม่เหมือนในยุค 14 16 ตุลา ยุคสมัยมีการผันเปลี่ยน หมุนเวียน แต่อุดมการณ์ที่เราเคยยึดมั่นต้องจางลงด้วยหรือ ฉะนั้นแล้วเมื่อสังคม เวลา สถานที่ เรื่อองราว ความคิด.....เริ่มแปรผัน เรานักศึกษามาร่วมกันแสวงจุดยืนที่มั่นคง.....เผื่อว่าสถานภาพที่สังคมมอบให้เราที่เรียกว่า นักศึกษา จะมีค่าขึ้นมาบ้างในสถาการณ์บ้านเมืองที่แปรปรวน
เรามิอาจเปลี่ยนผู้อื่นได้ แต่เราก็เป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนให้สังคมได้
มือเธอ มือเขา มือเรา ใจเธอ ใจเขา ใจเรา เพื่อศรัทธาหนึ่งเดียวและมวลชน
ดินสอดำ 4903 11 กันยายน 2550 August 16 บทสนทนาในสวนดอกไม้บทสนทนาในสวนดอกไม้ แสงตะวันยามเช้าจากฟากฟ้า ทอแสงอบอุ่นอาบทั่วทั้งสวนดอกไม้ ลำแสงอันสว่างสดใสเปี่ยมด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ เป็นสัญญาณเริ่มต้นวันใหม่ของเหล่าหมู่มวลสรรพสิ่งในสวนดอกไม้ ผีเสื้อหลากสีสันร่อนกายอวดโฉมความงดงามของสีสันบนเรือนร่างอันเกิดจากการสรรค์สร้างอย่างเบิกบาน ดวงตะวันทำหน้าที่อย่างเช่นเคยภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นอยู่และมันก็ตระหนักว่ามันถูกสร้างมาเพื่อสิ่งใด ส่วนอากาศก็ทำหน้าที่ของมันเช่นกันเพราะถ้าไมมีอากาศเหล่าพืชพันธุ์ก็สร้างร่างกายของมันไม่ได้ซึ้งก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ถูกวางไว้แล้ว อีกทั้งหมู่นกน้อยก็บินถลา โฉบเฉี่ยว ไปมาในสวนอย่างเสรีดูช่างสุขใจยิ่งหนัก บนพื้นดินและใต้ดินก็มีเหล่ามดงานกำลังกุลีกุจอทำงานอย่างแข็งขัน ไส้เดือนตัวยาวกำลังชอนไชอยู่ใต้ดินยังก่อประโยชน์แก่ต้นไม้อีกต่างหาก อีกด้านหนึ่งของสวนดอกไม้กระรอกสองพี่น้องตัวน้อยวิ่งเล่นไล่กันบนต้นไม้ใหญ่หลังสวน สายลมพัดพาจากจากทิศตะวันตกเหล่ามวลดอกไม้ก็พลิ้วไหวตามแรงลม ทุกสรรพสิ่งในสวนดอกไม้แห่งนี้ดำเนินไปตามหน้าที่ที่มันถูกทำให้เป็น และแน่นอนว่ามันย่อมทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นกน้อย : อัสสาลามมูอาลัยกุม ผีเสื้อแสนสวย ผีเสือ : วัสสาลามมูอาลัยกุม นกน้อย นกน้อย : ผีเสื้อคิดว่าวัยรุ่นสมัยนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผีเสื้อ : ก็อย่างที่เคยเห็นนั่นแหละ วันก่อนมีหญิงชายคู่หนึ่งมาเดินเล่นในสวน ย้ำนะ มากันสอง คนด้วย ตอนนั้นในสวนไม่มีใครด้วยมันจวนจะมืดแล้ว มนุษย์ตัวน้อยสองเพศนั้นกำลังนั่งคุยกันอยู่บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่หลังสวน นกน้อย : เขาคุยอะไรกันเหรอ ฉันว่าต้องเป็นเรื่องที่ไร้สาระแน่เลย คงไม่พ้นเรื่องพรุ่งนี้จะไปดูหนังด้วยกัน จากนั้นก็จะไปทานข้าวแถวถนนข้าวสาร พลบค้ำก็ไปเดินเล่นแถวสะพานพุทธ ผีเสื้อ : แล้วเธอสวมอาภรณ์อย่างไรล่ะ เธอก็สวมกระโปรงสั้นมากเลยแถมเสื้อที่เธอใส่ก็ตัวจี๊ดเดียวสงสารเธอจัง ช่างฉลาดน้อยอะไรเยี่ยงนี้ เธอคงคิดสินะว่านั่นคงเหมาะแล้วกับเรือนร่างของเธอ ตะวันเริ่มทอแสงร้อนมากขึ้นผีเสื้อกับนกน้อยจึงชวนกันไปหาพี่ต้นไม้ใหญ่หลังสวนระหว่างทางที่บินไปก็เจอกับแมลงปอจึงชวนกันไปด้วยกัน ทั้งสามบินไปเกาะบนกิ่งไม้แล้วกล่าวทักทายพี่ต้นไม้ใหญ่ พี่ต้นไม้ใหญ่ : อ้าว นกน้อย ผีเสื้อ นั่นแมลงปอก็มาด้วย ผีเสื้อ : เป็นยังไงบ้างคะพี่ต้นไม้ใหญ่ เมื่อวานพี่คงเห็นชายหญิงคู่หนึ่งมานั่งใต้พี่ต้นไม้สิ พี่ต้นไม้ใหญ่ : ใช่แล้ว นี่ถ้าพี่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้พี่จะสั่งสอนซะหน่อย แมลงปอ : พี่จะสอนเขาเรื่องอะไรเหรอ นกน้อย : ผมว่าต้องเป็นเรื่องผู้หญิงแน่เลยใช่ไหมพี่ต้นไม้ พี่ต้นไม้ใหญ่ : ใช่แล้ว เดี๋ยวพี่จะพูดถึงผู้หญิงในอิสลามให้ฟังว่าอิสลามกล่าวถึงสตรีไว้ว่าอย่างไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจในเรื่องของสังคมมนุษย์กันก่อนนะ นับตั้งแต่การเกิดขึ้นของยุคแห่งการรู้แจ้งในยุโรปที่ให้ความสำคัญกับสติปัญญา การใช้เหตุผล กระบวนการได้มาซึ้งความรู้มาจากการใช้ประสาทสัมผัสของมนุษย์ซึ้งเชื่อว่าประสาทสัมผัสของตนนั้นดีที่สุดแล้ว อีกทั้งยังปฏิเสธศาสนากล่าวหาว่าเป็นเพียงระบบความเชื่อหนึ่งที่มนุษย์ปั้นแต่งมาหลอกลวงกัน ส่วนจุดมุ่งหมายของการพัฒนาคือ การพัฒนาวัตถุจนเป็นที่มาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเวลาต่อมาซึ้งสร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่มากมายซึ้งแน่นอนว่ามันย่อมสร้างคุณประโยชน์ต่อชีวิตของพวกมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ผีเสื้อ : แล้วข้อด้อยของปรากฏการณ์นี้คืออะไรคะ เห็นมันก็สร้างประโยชน์เยอะแยะเลย พี่ต้นไม้ใหญ่ : จุดด้อยของยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีที่มนุษย์ประดิษฐ์แต่อยู่ที่ตัวมนุษย์เองต่างหาก คืออย่างนี้นะผีเสื้อแสนสวย จากการที่เน้นการพัฒนาด้านวัตถุแต่ละเลยด้านจิตใจ คุณธรรมจริยธรรมตามแบบฉบับของศาสนา ทำให้วัตถุมีอำนาจเหนือจิตใจเพราะว่ามนุษย์ไม่มีหลักยึดถือทางศาสนาใดๆมาคอยถ่วงดุลอำนาจของวัตถุ แมลงปอ : ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าระหว่างวัตถุและจิตวิญญาณต้องสมดุลกันใช่ไหมคับพี่ต้นไม้ พี่ต้นไม้ใหญ่ : เก่งมากเจ้าแมลงปอ จะเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ถ้าเราเน้นทางวัตถุมากจิตใจมนุษย์ก็จะต่ำลงอย่างชายหญิงสองคนเมื่อวานไง นกน้อย : ผมได้ยินเด็กมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่มาเดินเล่นในสวนเมื่อวันก่อนคุยกันว่าอารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกาที่อ้างว่าเป็นถิ่นศิวิไลซ์กลับพบว่าเกิดอาชญากรรมมากเป็นอันดับต้นๆของโลก พี่ต้นไม้ใหญ่ : ใช่แล้วจ๊ะนกน้อย นี่แหละผลของการพัฒนาแต่ด้านวัตถุหละ ในอีกด้านหนึ่งถ้า เน้นย้ำด้านจิตวิญญาณของชีวิตแต่ละเลยแง่มุมทางวัตถุและโลก ลักษณะเช่นนี้คือการมองโลกในฐานะมายาภาพซึ้งเป็นสิ่งหลอกลวง อิสลามแสดงให้เห็นสัจธรรมที่ครอบคลุมที่สุดทั้งสมบูรณ์และสมดุลระหว่างสองสิ่งนั้น นกน้อย : ผมอยากรู้ว่าอิสลามกล่าวถึงวัตถุและจิตใจว่าอย่างไรคับพี่ต้นไม้ พี่ต้นไม้ใหญ่ : ฟังให้ดีนะนกน้อย ผีเสื้อ แมลงปอด้วย ลักษณะเฉพาะของอิสลามก็คืออิสลามไม่ได้แบ่งชีวิตออกเป็นสองส่วนและมิได้ขอให้มนุษย์หลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆที่เป็นวัตถุ “โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา โปรดประทานให้แกพวกเรา ซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในโลกหน้า” (อัลกรุอาน 2:201) การเน้นย้ำไปที่ด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียวคือการพังทลายของชีวิตมนุษย์ คำสอนของอิสลามมีความสอดคล้องสำหรับจิตวิญญาณและความต้องการของมนุษย์ในทางโลก เน้นการปฏิบัติตนด้วยศีลธรรมที่งดงาม สมบูรณ์และเป็นจริงต่อสภาพของมนุษย์ แมลงปอ : พี่ต้นไม้ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของสตรีในอิสลามเลยคับ พี่ต้นไม้ใหญ่ : เออ พี่ลืมไปเลย ฟังนะแมลงปอในสังคมมนุษย์ปัจจุบันต่างกล่าวหาว่าอิสลามกีดกันความเป็นผู้หญิงในพื้นที่ของสังคม “มนุษย์ชาติทั้งหลาย จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ้งคู่ครองของเขา และได้ทรงแพร่สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ้งบรรดาหญิงและชายมากมาย” (อัลกรุอ่าน 4:1) และชายหญิงที่มาเดินเล่นในสวนเมื่อวานนี้ก็เป็นผลผลิตจากแนวคิดแบบแยกชีวิตออกจากศาสนา นอกจากนี้แล้วยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดดังกล่าว นกน้อย : ระบบการศึกษาในปัจจุบันใช่ไหมคับพี่ต้นไม้ ระบบการศึกษาในปัจจุบันที่เป็นผลสืบเนื่องจากยุคแห่งการรู้แจ้งซึ้งผมคิดว่าไม่ใช่ยุคแห่งการรู้แจ้งที่แท้จริงหรอก ระบบการศึกษาที่ละเลยการศึกษาทางศีลธรรมศาสนา นอกจากนี้แล้วยังมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เน้นการครอบครองปัจจัยวัตถุให้มากที่สุด ฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ซึ้งมีพื้นฐานมาจากการมองวัตถุเพียงด้านเดียวอีกทั้งยังกล่าวหาอีกว่าศาสนาคือสิ่งเสพติด ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ยึดหลักเสียงข้างมากและอำนาจอธิปไตยอันสมบูรณ์ของมนุษย์ ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่ปลดเปลื้องสิทธิของมนุษย์ในการครอบครองสิ่งใดๆ พี่ต้นไม้ใหญ่ : เก่งมากจ้าวนกน้อย คุณค่าสำหรับชีวิตมนุษย์นั้นอิสลามได้เข้าไปในทุกส่วนกิจกรรมของมนุษย์รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจภายใต้บรรทัดฐานทางศีลธรรมอิสลาม ความเสมอภาคในการได้รับปัจจัยยังชีพ อีกทั้งอิสรภาพของปัจเจกบุคคลในกรรมสิทธิ์ของตนเอง “พวกเจ้าจงกินและจงดื่มจากปัจจัยยังชีพของอัลเลาะฮ์และจงอย่าก่อกวนในแผ่นดินในฐานะผู่บ่อนทำลาย” (อัลกรุอ่าน2:60) มนุษย์ควรได้รับความพอใจในสิ่งที่ผู้เป็นเจ้าทรงมอบให้ภายใต้กฎเกณฑ์ทางคุณธรรมอิสลามเพราะมนุษย์นั้นถูกสร้างมาด้วยผู้ทรงรู้และไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจใดนอกจากพระองค์เท่านั้น กลไกตลาดในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอาจเป็นตัวตัดสินศีลธรรมของสังคมกล่าวคือ ในสังคมใดๆที่จะตัดสินว่าควรใช้ทรัพยากรผลิตปัจจัยใดๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนในสังคมเป็นหลักซึ้งเป็นแหล่งตลาดของผลผลิต ถ้าความต้องการในขณะนั้นคือการบริโภคเหล้าแสดงว่าความต้องการของตลาดคือเหล้า ฉะนั้นสังคมจึงตัดสินว่าควรผลิตเหล้าทั้งนี้เพื่อที่ว่าผู้ผลิตจะได้กำไรสูงสุด(แล้วผู้ดื่มเหล้าล่ะ) แต่ในอิสลามการจัดสรรทรัพยากรสู่สังคมนั้นอันดับแรกต้องสอดคล้องกับบรรทัดฐานแบบอิสลามแล้วจึงเป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าทุนนิยมนั้นจะเน้นลักษณะทางโลกเช่นเดียวกับสังคมนิยมซึ้งแม้ว่าจะยอมรับความเท่าเทียมกันในการถือครองปัจจัยแต่ก็ยังอยู่ภายใต้การบงการของกลุ่มอำนาจในสังคม ณ โคนของพี่ต้นไม้ใหญ่มีสิ่งที่ถูกสร้างอีกสิ่งหนึ่งกำลังไต่มาตามความสูงอย่างกุลีกุจอ แรงลมจากฝากพี่ทิศตะวันตกเกือบทำให้เจ้ามดตัวน้อยตกจากพี่ต้นไม้ใหญ่ เสียงที่มาพร้อมกับแรงลมนั้นเป็นคำกล่าวขอโทษของพี่แรงลมต่อมดตัวน้อยที่เกือบทำให้จ้าวมดตัวน้อยตกจากพี่ต้นไม่ใหญ่ ส่วนเหล่าดอกไม้หลากสีสันก็กล่าวขอบคุณต่อพี่แสงตะวันที่ทำให้พวกเขาสามารถเจริญเติบโตได้อีกทั้งยังเสริมความงดงามภายในสวนอีกด้วย พี่แสงตะวัน : จ้าวดอกไม้แสนสวยทั้งหลายไม่ต้องมาขอบคุณข้าหรอกเพราะข้าก็เป็นสิ่งที่ถูกเหมือนพวกจ้าวนั่นแหละ ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายในสวนแห่งนี้ต้องขอบคุณต่อผู้ที่สร้างเรามาซิ มดตัวน้อย : ใช่แล้ว พวกเราทั้งหลายถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์ทั้งหน้าที่และวัตถุประสงค์ด้วย พลานุภาพอันยิ่งใหญ่ของผู้ทรงเอกะ พี่ต้นไม้ใหญ่ : การมีอยู่ของพวกเราทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการมีอยู่ของผู้ทรงสร้างและพระองค์นั้นทรงมีมาแต่เดิม พระองค์ทรงเป็น ทรงพูด ทรงเห็น ทรงได้ยิน ทรงดำรงด้วยพระองค์เอง ทรงมีความสารถ ทรงรอบรู้ และทรงมีคุณลักษณะอื่นๆอีกมากมายที่ไม่มีผู้ใดรู้นอกจากอัลเลาะฮ์ นกน้อย : แสดงว่าสิ่งทั้งหลายที่ถูกสร้างมาย่อมเกี่ยวข้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ใช่ไหมคับ พี่แรงลม : ใช่แล้วนกน้อย จ้าวรู้ไหมว่าทำไมจ้าวจึงสามารถบินได้ นกน้อย : แน่นอนคับ ผมมีปีกที่ถูกสร้างมาให้บินได้ อีกทั้งยังมีพี่แรงลมที่คอยช่วยให้ทรงตัวบินถลาไปในอากาศได้ พี่ต้นไม้ใหญ่ : ส่วนเหล่าพืชพันธุ์อย่างข้าถ้าไม่มีพี่อากาศและพี่แสงตะวันรวมถึงพี่ดินฉันก็สร้างอาหารให้ตัวเองไม่ได้ แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ลำแสงเริ่มลดความร้อนลงอันเป็นสัญญาณของยามเย็น กระรอกตัวน้อยสองพี่น้องได้เวลาออกมาวิ่งเล่นอีกแล้ว เหล่าจ้าวมดงานกำลังเร่งเดินกลับรังดูเป็นแถวยาวหลังจากเหนื่อยกับการหาอาหารมาทั้งวัน เหล่าผีเสื้อหลากสีสันสวยงามเกาะอยู่บนกลีบดอกไม้หลากสีสัน บนยอดต้นไม้ใหญ่ครอบครัวนกน้อยกำลังพูดคุยถึงหน้าที่ของตนในวันพรุ่งนี้ ฝูงแมลงปอกำลังบินว่อนอยู่เหนือสระน้ำท้ายสวน กล่าวคำลากลับบ้านของตนกับครอบครัวปลาในสระน้ำซึ้งมีดอกบัวกำลังปิดประตูบ้าน อีกริมรั้วด้านหนึ่งของสวน ดอกไม้กำลังชูช่ออวดโฉมความงดงาม รับแสงสุดท้ายของวัน ใบไม้พลิ้วไหวตามแรงสายลม บ้างก็ร่วงหล่นสู่ลานหญ้าเขียวละลานตา ริมทางเดินเข้าสวนหินก้อนเล็กสวยได้รูปถูกวางจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม ชิงช้าขนาดนั่งสองคนผูกด้วยเชือกสีฟ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ไกวไปมาตามแรงลม ม้านั่งขนาดนั่งสบายถูกวางไว้ใต้ร่มไม้ ศาลาไม้กลางสวนขนาดนั่งพอดีสี่ห้าคน บรรยากาศในสวนยามนี้เย็นสบายยิ่งหนัก นกน้อยยืนเกาะอยู่บนรั้วของสวนดอกไม้มองเห็นนักศึกษามุสลิมกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในสวนพร้อมด้วยอาวุธที่ผู้ทรงเอกะให้มาในมือของเขาคนละเล่ม นกน้อยถามตัวเอง สิ่งใดกัน ในมือของเด็กเหล่านั้น ?
The Black Pencil 26 กรกฎาคม 2550 ที่มา sunnhstudent.com The Sovereigntyอำนาจอธิปไตยที่ แท้จริง ที่มิได้มาจากปวงชน “ไม่มีการตัดสิน (ของใครทั้งสิน) นอกจากเป็นสิทธิของอัลลอฮเท่านั้น พระองค์ทรงบัญชาว่า พวกท่านอย่านมัสการ (ผู้ใด) นอกจากพระองค์เพียงผู้เดียว นี่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง (ของชีวิต)” (อัลกุร-อาน 12:40) “พวกเขากล่าวว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากกิจการนั้นเป็นสิทธิของเราบ้างไหม? จงกล่าวเถิดว่า ‘แท้จริงกิจการทั้งหมดนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น’ ”(อัลกุร-อาน -3:64) “และพวกเจ้าอย่ากล่าวเท็จต่อสิ้นที่ลิ้นพวกเจ้าพรรณนาไว้ว่า สิ่งนี้อนุมัติและสิ่งนี้ต้องห้าม” (อัลกุร-อาน 16:116) “และผู้ใดมิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้วเขาเหล่านั้นแหละคือผู้ปฏิเสธการศรัทธา” (อัลกุร-อาน 5:44) ระบอบการปกครองที่รัฐ(Nation state) ต่างๆทั่วโลกใช้ปกครองบ้านเมืองในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยได้รับการยอมรับและนำไปใช้มากที่สุด อาจด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดที่มนุษย์ผู้มีขีดจำกัดบางอย่าง สามารถคิดค้นมาใช้ได้หรืออาจเป็นระบอบเดียวที่สามารถตอบสนองอารมณ์ฝ่ายต่ำของมนุษย์ได้ กล่าวคือ ระบอบประชาธิปไตยสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ผิดศีลธรรมซึ้งทำลายคุณค่าความดีงามให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้อีกทั้งสังคมก็ยอมรับได้ เช่น การทำให้หวยใต้ดินมาอยู่บนดิน (จะได้ซื้อกันง่ายขึ้น) อันเป็นการเสริมให้มนุษย์กระทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมแต่ถูกกฎหมาย? รวมถึงการเปิดบ่อนกาสิโนกิจการซึ่งสร้างรายได้อย่างมหาศาลแต่ขณะเดียวกันก็ทำลายมนุษย์อย่างเลือดเย็นเช่นกัน ทั้งสองกิจกรรมดังกล่าวระบอบประชาธิปไตยสามารถทำให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยใช้หลักการเสียงข้างมากในการตัดสินความถูกต้องของกิจกรรมดังกล่าว แก่นสารของประชาธิปไตย คำว่า Democracy มาจากคำในภาษากรีก 2 คำ ได้แก่ คำว่า Demos และ Kratia อันหมายถึง การปกครองโดยประชาชน ซึ่งแสดงทางการเมืองในการปกครองตนเองโดยใช้ระบบตัวแทนผู้ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน จะเห็นได้ว่าแก่นของประชาธิปไตยคือการปกครองโดยกลุ่มส่วนใหญ่และมีการเคารพเสียงข้างมาก ส่วนเสียงข้างน้อยก็ควรให้ความไว้วางใจเสียงส่วนใหญ่แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ต้องเคารพเสียงข้างน้อยด้วย แต่โดยสภาพความจริงในทางปฏิบัติเสียงส่วนใหญ่กลับครอบครองอำนาจมากกว่า เป็นผู้ออกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใหญ่ โดยที่ฝ่ายเสียงส่วนน้อยไม่สามารถกระทำการสิ่งใดๆได้เลย เนื่องจากอุปสรรคของจำนวนเสียงที่น้อยกว่า ฐานคติและหลักการแห่งประชาธิปไตยสมัยใหม่มีรากฐานมาจากนักคิดในช่วงของยุคสมัยแห่งการรู้แจ้ง? (The Enlightenment) ในยุโรปอันเป็นยุครุ่งเรืองของแนวความคิดเกี่ยวกับโลกานิยม (Secularism) โดย Niccolo Machiavelli แนวคิดสัญญาประชาคมและรัฐเป็นใหญ่โดย Thomas Hobbes แนวคิดเสรีนิยมและการแบ่งแยกอำนาจทางการปกครอง โดย John Locke รวมถึงแนวคิดอำนาจอธิปไตยและสัญญาประชาคมของ Jean Jacques Rousseau หลักการปกครองแบบประชาธิปไตยจะแบ่งแยกเรื่องทางโลกออกจากความเชื่อทางศาสนา ให้ความสำคัญต่อความสามารถและสติปัญญาของมนุษย์ ยกย่องมนุษย์เป็นเสมือนพระเจ้า ในการที่มนุษย์สามารถรู้แจ้งทุกอย่างได้ด้วยสติปัญญาและความสามรถในการใช้ประสาทสัมผัสพิสูจน์ความรู้ในระดับต่างๆเท่าที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์หยั่งถึงได้ กล่าวคือ แนวคิดแบบแยกเรื่องทางโลกออกจากความเชื่อทางศาสนานี้จะยึดกฎเกณฑ์เชิงประจักษ์นิยม(Empirical) คือสามารถพิสูจน์ซ้ำๆและเห็นได้โดยปราศจากข้อสงสัย จะเห็นได้ว่าระบอบประชาธิปไตยให้ความสำคัญในความสมบูรณ์ของปัจเจกชนซึ่งมีพร้อมด้วยความสามารถ สติปัญญาอยู่ในตัว ฉะนั้นการปกครองจึงเป็นไปเพื่อเอื้อต่อปัจเจกชน หาใช้เพื่ออื่นใดทั้งสิ้น ค่านิยมของประชาธิปไตยคือ หลักเสรีภาพ อันหมายถึงอิสรภาพแห่งบุคคลที่ฝันใฝ่ใดๆในชีวิต สิทธิส่วนบุคคล อันหมายถึงอิสราภาพเฉพาะตัวบุคคล และภราดรภาพอันหมายถึงสิทธิแต่ละปัจเจกชนสามารถเข้าไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายใดๆของรัฐบาลได้อย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายที่เขียนขึ้น หลักการและฐานคติของประชาธิปไตย ดูเหมือนว่าจะล้มเหลวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกครองคนส่วนใหญ่ที่ละเมิดเสียงส่วนน้อย กีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมและการกดขี่ของเสียงส่วนใหญ่ต่อเสียงส่วนน้อยหรือแม้แต่กลายเป็นเผด็จการประชาธิปไตย การปกครองแบบอิสลาม อิสลามยึดถือในหลักของความเสมอภาพและหลักแห่งนิติธรรม อาศัยหลักการที่เรียกว่า “ชูรอ” (หลักการว่าด้วยการหารือ) และ อิจมาอ์ (หลักการว่าด้วยความเห็นพ้องกันของนักวิชาการมุสลิม) เพื่อบรรลุข้อที่ว่ารัฐบาลต้องไม่ปกครองโดยอาศัยเฉพาะกฎหมายบัญญัติเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของผู้อยู่ใต้ปกครองด้วย คัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ ได้ให้เค้าโครงที่ชัดเจนของแบบแผนทางการเมืองซึ่งสามารถทำให้บรรลุได้ในทุกสถานการณ์ ระบอบการเมืองแบบอิสลามวางอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างหลักการ”เตาฮีด” (หลักเอกภาพและการเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของอัลลอฮ์) ชารีอะห์ (กฏหมายอิสลามตามหลักการแห่งอัลกุรอานและซุนนะฮ์) การสถาปนาความยุติธรรม เสรีภาพ (สิทธิที่จะกระทำภายใต้หลักการชารีอะห์) ความเสมอภาพ และการชูรอ รากฐานองค์ประกอบสำคัญของอำนาจทางการเมืองนี้ คือ หลักการอุมมะฮ อันเป็นระเบียบทางสังคมแบบอิสลาม ระบอบการเมืองแบบอิสลามคือ รัฐธรรมนูญที่ตั้งอยู่ภายใต้หลักการแห่งกฎหมาย ชารีอะห์ โดยผู้นำสูงสุดจะได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบบริหารกิจการภาครัฐ ซึ่งผู้นำมีอิสระภายใต้หลักการชารีอะห์และอุมมะฮ หลักการชารีอะห์จะแตกต่างจากกฎหมายทั่วไปที่สร้างโดยมนุษย์ กล่าวคือ บทบัญญัติที่สร้างโดยมนุษย์นั้นมีความไม่แน่นอน อดีตเคยเขียนแบบหนึ่งปัจจุบันก็ต้องเขียนใหม่อีกแบบหนึ่งเนื่องจากว่า บทบัญญัตินั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ ฉะนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยใช้เสียงข้างมากเป็นผู้มีอำนาจในการตรากฎหมาย แสดงว่าจะมีการสร้างบทบัญญัติใหม่ๆอย่างไม่จบสิ้น ข้อแตกต่างระหว่างระบอบการเมืองแบบอิสลามกับระบอบประชาธิปไตย(ตะวันตก)มาจากการยึดมั่นในกรอบความคิดเห็นที่ต่างกัน ในเรื่องของอำนาจอธิปไตยสูงสุด กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยอันสำคัญสูงสุดในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาจากปวงชน แสดงว่าปวงชนสามารถออกกฎหมายใดๆก็ได้ตราบเท่าที่มีเสียงข้างมากแม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม แต่ถ้าเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ก็สามารถทำให้ถูกกฎหมายได้ด้วยหลักการภายใต้ระบอบประชาธิปไตย สำหรับอิสลามนั้นรัฐธรรมนูญและกฎหมายใดๆต้องวางอยู่ภายใต้ “อัลลอฮ์”ผู้เป็นเจ้าซึ่งมีอำนาจสูงสูด ไม่ว่าบุคคลใดทั้งปัจเจกชนหรือกลุ่มคณะทั้งมวลต่างไม่อาจมีสิทธิกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆต่อบุคคลอื่น นั้นคือกฎหมายมิได้แสดงถึงเจตจำนงทั่วไปของประชาชน แต่กฎหมายคือ สิ่งศักดิ์สิทธ์ซึ่งมาจากผู้เป็นเจ้า อำนาจอธิปไตยจึงมาจาก “อัลเลาะฮ์” ดังนั้นมุสลิมจึงต่างปรารถนาเชื่อฟังในหลักการชารีอะห์ ระบบ”ชูรอ” เป็นระบบที่มอบกระบวนการให้มุสลิมมาร่วมกันในการพิจารณาประเด็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้น และตัดสินความภายใต้หลักการชารีอะห์ ลักษณะเช่นนี้เป็นการตัดสินใจร่วมกันและแสดงความคิดเห็น ส่วนประชาธิปไตยแบบตะวันตกให้การยอมรับต่อภาวการณ์ของการขัดแย้งและการประนีประนอมว่าเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง บนแนวคิดการจัดการผลประโยชน์ที่เกิดความขัดแย้งสามารถตอบสนองอิทธิพลของกลุ่มต่างๆได้อย่างสูงสุดตามหลักการดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ซึ่งยึดหลักแบบวิถีโลก คือ การดำเนินแนวปฏิบัติแบบวัตถุเหตุผลนิยมโดยละเลยวิถีแห่งสัจจะความจริงเกี่ยวกับโลกจักรวาล กาลเวลา รวมถึงจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ลัทธิมนุษยนิยม(Humanism)ละเลย โครงการส่งออกประชาธิปไตยแบบตะวันตก กำลังสร้างเส้นร้าวฉานในดินแดนต่างๆทั่วโลกด้วยแนวคิดของของตะวันตกที่เชื่อว่าประชาธิปไตยของเขานั้น สามารถสร้างความเจริญ(วัตถุ)เพียงอย่างเดียวได้เหมือนกับที่ชาติตนประสบความสำเร็จมาแล้วแต่กำลังจะล้มสลายในตัวมันเอง จะสร้างระบอบการปกครองที่ดีในดินแดนต่างๆทั่วโลกได้ หรือนี่อาจเป็นลัทธิจักรวรรดินิยมแบบใหม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นพรมปูทางให้อำนาจของตะวันตกสามารถเดินเข้ามาในชาติต่างๆได้อย่างง่ายได้ด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
The Black Pencil ที่มา: www.midnightuniv.org : คุรชีค อะห์หมัด เรียบเรียง จรัญ มะลุลีม แปล.อิสลามควาหมายและคำสอน.กรุงเทพมหานคร:อิสลามิคอะเคเดมี ,2541
Public folders ![]() 16 พฤศจิกายน
![]() 19 มิถุนายน
![]() 20 พฤศจิกายน
![]() 22 ตุลาคม
![]() Arabs
![]() arabss
![]() BANN PA-IN PALACE
![]() behind the pic
![]() Blog Images
![]() BOOK'S COVER
![]() dic program buddy
![]() EID MUBARAK
![]() Gaza
![]() Happy Eis Day
![]() I LOVE THE NATURE THAT ARE FROM THE CREATER
![]() in mind
![]() iSLAM E mpire of Faith part A
![]() iSLAM Empire of Faith part B
![]() iSLAM Empire of Faith part C
![]() Islamic Clipart
![]() iSLAMIC Empire of Faith part A
![]() Islamice Economics and Finance
![]() Lalung Special Volume
![]() Masjids around the world
![]() Muhamad,The Prophet
![]() Muhammd saw. Biography
![]() NOK
![]() Outlandish
![]() Outlandish ' songs
![]() Outlandish'S VDO
![]() Outlanish
![]() Palestine
![]() PAN PAN RAK PROJECT,BAN MA HA RAJ
![]() programme
![]() READING
![]() Religious Lecture
![]() seeing created
![]() The message in the nature
![]() the One
![]() the variouse emotion
![]() UN or USA
![]() war on Gaza
![]() เขาว่า เรา เป็น ผู้ก่อการร้าย just me ?
![]() เบื้องหลังภาพ นั้น มีความหมาย
![]() เรื่องเล่ากับกองทุนสำรองเี้ลี้ยงชีพ
![]() ไม่รู้ดิ
![]() ค่ายโลกสวยด้วยผ้าขาว ตะโละใส สตูล โดยชมรมนักศึกษามุสลิมแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
![]() จุลสารความมั่นคงศึกษา
![]() ทะเล หาดทราย สายลม กับมูวุลมอง
![]() ทะเลใจ หรือ ใจภูผา ?
![]() บางสิ่งที่เราไม่คิด อาจะมากมายกว่าที่เราคิด
![]() ภาพสวยสวยกับความสงบของความคิด
![]() รูปถ่ายใน Blog ของฉัน
![]() ล้าหลัง
![]() ล้าหลัง ฉบับ (จ่าย) พิเศษ จริงๆๆๆ
![]() สาธารณะ
![]() อัลบั้มใหม่
![]() อัลมัรฮูม อ ยะห์ยา ลาติฟี Farida
![]() อืม.................
|
|||||||
|
|