สุกรี's profileนกเดินทาง : การเดินทางขอ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 22

    A World without Islam ?

    โลกที่ไม่มีอิสลาม จะไม่มีการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ???
    A World Without Islam : โลกไร้อิสลามจะหน้าตาอย่างไร?

     

     

     

    1127750892_ee19528702_b

     

     


    สฤณี อาชวานันทกุล : แปลและเชิงอรรถ
    นักวิชาการอิสระ และอาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    สำหรับบทแปลชิ้นนี้ นำมาจากงานเขียนของ Graham E. Fuller เรื่อง
    A World Without Islam ตีพิมพ์ในวารสาร Foreign Policy
    ฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๐๐๘ (ซึ่งได้เผยแพร่แล้วบนเว็บไซต์
    http://www.onopen.com/) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น
    ในปัจจุบัน มุสลิมตกเป็นแพะรับบาป ทั้งนี้จาก สถิติของยูโรโปล (Europol)
    หน่วยงานตำรวจของสหภาพยุโรป ระบุว่า เกิดเหตุก่อการร้าย ๔๙๘ ครั้ง
    ในสหภาพยุโรปในปี ๒๐๐๖ เพียงปีเดียว ในจำนวนนี้ ๔๒๔ ครั้ง เป็นฝีมือ
    ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่เหลืออีก ๕๕ ครั้งเป็นฝีมือของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง
    อีก ๑๘ ครั้งเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้น
    ที่เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม

    ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ยังคงเฟื่องฟู การตักตวงทรัพยากรยังคงดำเนินต่อไป
    ภายใต้การนำของโลกตะวันตก ศาสนาอิสลามเป็นเพียงผ้าคลุมและเครื่องมือ
    ที่ผนึกชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เสียเปรียบให้มารวมตัวกันในการต่อสู้กับเกมผลประโยชน์นี้
    แม้ภูมิภาคตะวันออกกลางจะปราศจากศาสนาอิสลาม การต่อสู้กับผู้รุกราน
    การเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมใหม่ ก็จะยังคงเกิดขึ้นภายใต้ผ้าคลุมผืนอื่น

    โลกที่ไม่มีอิสลาม จะไม่มีการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ???
    A World Without Islam : โลกไร้อิสลามจะหน้าตาอย่างไร?
    สฤณี อาชวานันทกุล : แปลและเชิงอรรถ
    นักวิชาการอิสระ และอาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ความนำ
    โลกที่ไม่เคยมีอิสลามจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ความคิดนี้ทำให้บางคนรู้สึกดี พวกเขามองว่าโลกแบบนั้น

    จะไม่มีการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ไม่มีสงครามศาสนา ไม่มีผู้ก่อการร้าย ศาสนาคริสต์จะครอบงำโลก

    แบบนั้นหรือเปล่า? ตะวันออกกลางจะเป็นประทีปแห่งประชาธิปไตยอันสงบสุขหรือไม่? โศกนาฏกรรม

    9/11 จะเกิดขึ้นหรือไม่? ในความเป็นจริง ถ้าเราลบอิสลามออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โลกก็จะยังดำเนิน

    มาถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

    ลองนึกภาพโลกที่ปราศจากอิสลาม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโลกที่เราแทบจะจินตนาการไม่ออก เมื่อคำนึงว่าอิสลามครอบครองพื้นที่พาดหัวข่าวประจำวันเพียงใด ดูเหมือนว่าอิสลามจะอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายระหว่างประเทศที่มีขอบเขตกว้างขวางมาก ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีแบบพลีชีพ การระเบิดรถ การบุกยึดพื้นที่ด้วยกำลังทหาร สงครามต่อต้าน การจลาจล ฟัตวา (fatwas) จิฮาด (jihad) สงครามกองโจร วีดีโอขู่ขวัญ และโศกนาฏกรรม 9/11 ทำไมเหตุการณ์เหล่านี้จึงเกิดขึ้น? ดูเหมือนว่า "อิสลาม" จะกลายเป็นคำตอบที่สำเร็จรูปไม่ซับซ้อน ที่ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกับโลกทุกวันนี้ที่ดิ้นรนไม่อยู่นิ่ง และอันที่จริง คนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservatives) บางคนก็เชื่อว่า "Islam fascism" (ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์อิสลาม) ได้กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเราใน "สงครามโลกครั้งที่สาม" ที่ส่อแววว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

    แต่ขอให้ลองหยุดฟังผมสักครู่นะครับ ถ้าสมมุติว่าอิสลามไม่เคยเกิดขึ้นเลยล่ะ? ถ้าสมมุติว่าโลกไม่เคยมีศาสดาชื่อโมฮัมหมัด ไม่มีเรื่องราวของการเผยแผ่อิสลามไปสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีปเอเชีย และทวีปแอฟริกา?

    ความหมกมุ่นของเราทุกวันนี้ในประเด็นการก่อการร้าย สงคราม และลัทธิต่อต้านอเมริกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นระดับโลกที่สั่นสะเทือนอารมณ์ทั้งสิ้น ทำให้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤตเหล่านี้ อิสลามเป็นต้นเหตุของปัญหาจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าต้นเหตุแท้จริงคือปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่ลึกกว่าและมองเห็นยากกว่า? เพื่อให้เราอภิปรายประเด็นนี้กันง่ายขึ้น ลองนึกดูว่า ตะวันออกกลางที่ไม่เคยมีอิสลามจะเป็นอย่างไร ในโลกแบบนั้น เราจะสามารถหลบเลี่ยงปัญหาหลายประการที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่? ตะวันออกกลางจะมีความสงบสุขกว่านี้หรือไม่? ความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออก-ตะวันตกในกรณีนั้น จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ถ้าไม่มีอิสลาม แน่นอนว่าระเบียบโลกจะมีหน้าตาแตกต่างจากที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เราจะแน่ใจได้หรือเปล่า?

    ถ้าไม่มีอิสลาม จะมีอะไร?
    ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของตะวันออกกลาง ดูเหมือนว่าอิสลามจะเป็นเค้าโครงปทัสถานทางวัฒนธรรม (cultural norms) และแม้กระทั่งรสนิยมทางการเมืองของผู้นับถือศาสนานี้ ดังนั้นเราจะแยกอิสลามออกจากตะวันออกกลางได้อย่างไร? ในความเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด

    ลองเริ่มที่ชาติพันธุ์ก่อน ถ้าไม่มีอิสลาม ตะวันออกกลางก็จะยังคงเป็นทวีปที่มีความซับซ้อนและความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์อันหลากหลาย กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ๆ ในทวีปนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ เปอร์เซีย ตุรกี เคิร์ด ยิว เบอร์เบอร์ และพาชทุน ก็จะยังคงครอบงำการเมืองในภูมิภาค ลองยกกรณีของเปอร์เชียเป็นตัวอย่างก็ได้ - นานก่อนที่อิสลามจะเกิด อาณาจักรเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ยุคแล้วยุคเล่าก็ได้ขยายขอบเขตไปถึงธรณีประตูของเอเธนส์ (เมืองหลวงอาณาจักรกรีกโบราณ - ผู้แปล) และเป็นคู่ปรับตลอดกาลของใครก็ตามที่ตั้งรกรากในเขตอนาโตเลีย (Anatolia คือคาบสมุทรตุรกีในปัจจุบัน) นอกจากนั้น ชนชาติยิวโบราณก็สู้รบกับชาวเปอร์เซียตลอดบริเวณ "Fertile Crescent" และอิรัก

    ยังไม่นับชนเผ่าเร่ร่อน และพ่อค้าชาวอาหรับที่ทั้งขยับขยายและโยกย้ายถิ่นฐานเข้าไปในบริเวณอื่นๆ ที่ชาวยิวอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง นานก่อนอิสลามจะเกิด ชาวมองโกลจะยังคงบุกโจมตีและทำลายอารยธรรมทั้งหมดในเอเชียกลาง และอารยธรรมส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางในคริสตศตวรรษที่ 13 ตุรกีจะยังคงยึดครองคาบสมุทรอนาโตเลีย และคาบสมุทรบัลข่านจนถึงกรุงเวียนนา และตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด การปะทะกันเหล่านี้เพื่อแย่งชิงอำนาจ ดินแดน อิทธิพล และการค้า ดำรงอยู่เนิ่นนานก่อนที่อิสลามจะเข้าถึง

    อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลถ้าเราจะแยกศาสนาทุกศาสนาออกจากสมการ ถ้าโลกไม่มีอิสลาม คนในตะวันออกกลางแทบทั้งหมดก็จะยังคงนับถือคริสต์นิกายต่างๆ เหมือนกับที่เคยนับถือก่อนอิสลามจะเกิด เพราะไม่มีศาสนาหลักอื่นใดนอกจากโซโรแอสเตรียน (Zoroastrian) และยิวซึ่งเป็นที่นับถือในหมู่ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น

    แต่ถ้าตะวันออกกลางทั้งทวีปยังนับถือศาสนาคริสต์อยู่ ทวีปนี้จะปรองดองกับโลกตะวันตกได้จริงหรือ? ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นความฝันเท่านั้น เพราะกรณีดังกล่าวเราต้องสมมุติว่า โลกตะวันตกยุคกลางที่อยู่ไม่สุขและชอบขยายดินแดน จะไม่แผ่อำนาจและอิทธิพลเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกในการเสาะหาที่มั่นทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สงครามครูเสด (Crusades) คืออะไรเล่า หากไม่ใช่การผจญภัยของโลกตะวันตกที่ขับดันด้วยความต้องการทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ? ธงศาสนาคริสต์เป็นเพียงสัญลักษณ์อันทรงพลัง เป็นสัญญาณระดมพลที่สร้างความชอบธรรมให้กับความต้องการทางโลกย์ของชาวยุโรปผู้ครองอำนาจ

    ในความเป็นจริง ศาสนาของ "ชนพื้นเมือง" ไม่เคยเป็นที่สนใจของการกรีฑาทัพของโลกตะวันตกที่ปรารถนาจะเป็นเจ้าโลก ยุโรปอาจใช้ถ้อยคำที่ฟังดูสูงส่งว่ากำลัง "นำคุณธรรมของชาวคริสต์ไปสู่ชนพื้นเมือง" แต่เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือ การก่อตั้งด่านอาณานิคมทั่วโลก ให้เป็นแหล่งผลิตความมั่งคั่งสำหรับศูนย์กลางอำนาจ และเป็นฐานที่มั่นสำหรับการแผ่อิทธิพลของโลกตะวันตกออกไปเรื่อยๆ

    ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ชาวคริสต์ผู้อาศัยอยู่ในทวีปตะวันออกกลาง จึงไม่น่าจะยินดีต้อนรับกองทัพเรือและพ่อค้าชาวยุโรปที่มีปืนตะวันตกหนุนหลังอยู่ ลัทธิล่าอาณานิคมคงจะยังเจริญรุ่งเรืองท่ามกลางชาติพันธุ์อันหลากหลายและขัดแย้งกันในภูมิภาคนั้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการเล่นเกม "แบ่งแยกให้แตกหักแล้วค่อยปกครอง" (divide and rule) และชาวยุโรปก็จะยังคงแต่งตั้งคนพื้นเมืองที่ว่านอนสอนง่ายเป็นผู้ปกครองประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา

    ทีนี้ลองหมุนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ยุคแห่งน้ำมันในตะวันออกกลาง
    รัฐในตะวันออกกลางทั้งหลาย ถ้าสมมุติว่ายังเป็นคริสต์อยู่ จะต้อนรับ"การอารักขา"(protectorate) ของยุโรป เหนือดินแดนของพวกเขาหรือไม่? ไม่มีทาง. โลกตะวันตกจะยังต้องสร้างและควบคุมชัยภูมิสำคัญๆ เช่น คลองสุเอซ อิสลามไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้รัฐตะวันออกกลางต่อต้านโครงการล่าอาณานิคมของยุโรป ซึ่งชอบวาดพรมแดนระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ตามความต้องการของตัวเอง นอกจากนั้น ชาวคริสต์ในตะวันออกกลางก็จะยังไม่ยินดีต้อนรับบริษัทน้ำมัน ยักษ์ใหญ่จากตะวันตก ซึ่งถูกหนุนหลังโดยผู้สำเร็จราชการ นักการทูต สายลับ และกองทัพ มากไปกว่าถ้าพวกเขาเป็นชาวมุสลิม ลองดูประวัติการต่อต้านอเมริกาของชาวอเมริกาใต้ ที่ต่อต้านการครอบงำของอเมริกาในธุรกิจน้ำมัน เศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศ ทวีปตะวันออกกลางจะยังคงอยากสร้างขบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยมที่ต่อต้านนักล่าอาณานิคม เพื่อแย่งชิงดินแดน ตลาด อธิปไตย และชะตาชีวิตกลับคืนมาจากเงื้อมมือของชาวต่างชาติ ไม่ต่างจากขบวนการลักษณะเดียวกันในอินเดียที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู, ประเทศจีน (ขงจื๊อ), เวียดนาม (พุทธ), และแอฟริกา (คริสต์และผี)

    นอกจากนี้ แน่นอนว่าฝรั่งเศสจะยังคงขยายอาณาเขตเข้าไปในอัลจีเรีย (ประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นคริสต์) เพื่อยึดครองผืนดินอันอุดมสมบูรณ์และก่อตั้งอาณานิคม เช่นเดียวกัน การที่คนเอธิโอเปียส่วนใหญ่นับถือคริสต์ก็ไม่เคยหยุดอิตาลีจากการเปลี่ยนประเทศนั้นให้เป็นเมืองขึ้นที่อิตาลีปกครองอย่างเหี้ยมโหด กล่าวโดยสรุป ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะทำให้เชื่อได้ว่า ปฏิกิริยาของรัฐในตะวันออกกลางต่อมหกรรมการล่าอาณานิคมของยุโรป จะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายใต้การนับถือศาสนาอิสลาม

    แต่บางที ตะวันออกกลางอาจเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ถ้าไม่มีอิสลาม? ประวัติศาสตร์ของระบอบเผด็จการในยุโรปเองทำให้คำตอบนี้น่ากังขา ระบอบเผด็จการอันโหดร้ายในสเปนและโปรตุเกสยุติลงได้เพียงเมื่อกลางทศวรรษ 1970 เท่านั้น กรีซเองก็เพิ่งโผล่พ้นระบอบเผด็จการที่เกี่ยวโยงกับคริสตจักรเพียงเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา รัสเซีย (ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือคริสต์) ยังไม่เป็นประชาธิปไตย และจวบจนเมื่อไม่นานมานี้ ทวีปอเมริกาใต้ก็เต็มไปด้วยเผด็จการทหาร ผู้มักจะปกครองประเทศด้วยแรงหนุนจากอเมริกา โดยมีคริสตจักรนิกายแคทอลิกเป็นพันธมิตร ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกาที่นับถือคริสต์ก็ไม่ได้มีประวัติดีไปกว่ากัน ทำไมทวีปตะวันออกกลางถ้าเป็นคริสต์จะดูแตกต่างไปจากนี้?

    และแล้วเราก็มาถึงปาเลสไตน์ แน่นอน ชาวคริสต์คือกลุ่มคนที่จองล้างจองผลาญชาวยิวอย่างไร้ยางอายมานานนับพันปี จนถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดใน Holocaust (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซีภายใต้ฮิตเลอร์ - ผู้แปล) ตัวอย่างอันร้ายกาจของลัทธิเกลียดชังยิว (anti-Semitism) เหล่านี้มีรากมาจากผืนดินและวัฒนธรรมของชาวคริสต์ในโลกตะวันตก ดังนั้นถึงแม้ไม่มีอิสลาม ชาวยิวก็จะยังคงต้องแสวงหาประเทศใหม่นอกทวีปยุโรป ขบวนการปลดปล่อยยิว (Zionist movement) จะยังคงอุบัติขึ้น และเสาะหาที่มั่นในปาเลสไตน์ และรัฐยิวใหม่ก็จะยังคงขับไล่ชาวอาหรับกว่า 750,000 คนที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจเป็นชาวคริสต์ (ซึ่งอันที่จริงชาวอาหรับหลายคนก็เป็นคริสต์) ชาวอาหรับในปาเลสไตน์เหล่านี้จะไม่ต่อสู้เพื่อปกป้องหรือช่วงชิงดินแดนของพวกเขากลับคืนมาหรือ?

    หัวใจของปัญหาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ คือความขัดแย้งเกี่ยวกับประเทศ ชาติพันธุ์ และอาณาเขต ซึ่งถูกเสริมด้วยสโลแกนทางศาสนาเพียงเมื่อไม่นานมานี้เอง และเราก็ไม่ควรลืมว่า ชาวอาหรับที่นับถือคริสต์ก็มีบทบาทสำคัญในการอุบัติขึ้นของขบวนการชาตินิยมอาหรับขบวนการแรกๆ ในตะวันออกกลาง ยกตัวอย่างเช่น มิเชล อัฟลัค (Michel Aflaq) ผู้ก่อตั้งพรรคบาธ (Ba'th) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองระดับภูมิภาค (pan-Arab) พรรคแรก เป็นชาวซีเรียนับถือคริสต์ที่จบการศึกษาจากซอร์บอนน์ (Sorbonne - หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส)

    แต่ชาวคริสต์ในตะวันออกกลางน่าจะโน้มเอียงไปทางโลกตะวันตก อย่างน้อยก็ในแง่ของศาสนา เราจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างศาสนาไม่ได้เลยหรือ? ในความเป็นจริง คริสตจักรเองก็ถูกสั่นคลอนด้วย "ความคิดนอกรีต" (heresies) มากมายนับตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่เริ่มมีอิทธิพล และความคิดนอกรีตเหล่านั้นก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ต่อต้านอำนาจของอาณาจักรโรมันหรือไบแซนทีน สงครามทางศาสนาในโลกตะวันตกเปรียบเสมือนผ้าม่านที่ปกคลุมความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ยุทธศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการช่วงชิงอำนาจ ผู้ไม่ได้สมัครสมานสามัคคีกันแม้ว่าจะนับถือศาสนาเดียวกันก็ตาม

    แม้กระทั่งคำว่า "คริสต์ตะวันออกกลาง" (Christian Middle East) เองก็ปิดบังความเป็นอริที่น่าเกลียดเอาไว้ ถ้าไม่มีอิสลาม ประชากรในตะวันออกกลางก็จะยังคงเป็นเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็น ก่อนที่อิสลามจะเกิด นั่นคือ คนส่วนใหญ่คงจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออก (Eastern Orthodox) เป็นเรื่องง่ายที่เราจะหลงลืมความขัดแย้งระหว่างคริสตจักรของนิกายแคทอลิกในกรุงโรม กับคริสตจักรของนิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกในกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople เมืองหลวงของอาณาจักรไบแซนทีน คู่ปรับของอาณาจักรโรมันตะวันตก - ผู้แปล) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ขัดแย้งทางศาสนาที่อยู่ยงคงกระพัน รุนแรง และขมขื่นที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และก่อให้เกิดความเคียดแค้นในหมู่ผู้นับถือศาสนามาจนถึงทุกวันนี้

    ชาวคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกไม่เคยลืมหรือให้อภัยกับการบุกเผากรุงคอนสแตนติโนเปิลของกองทัพครูเสดตะวันตกในปี ค.ศ. 1204 เวลาผ่านไปเกือบ 800 ปี จนถึงปี 1999 พระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่สอง ก็พยายามริเริ่มก้าวเล็กๆ สู่ความสมานฉันท์ ด้วยการเยือนโลกออร์โทดอกซ์ นับเป็นการเยือนครั้งแรกของพระสันตะปาปานิกายแคทอลิกในรอบหนึ่งพันปี นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตกในโลกคริสต์ในตะวันออกกลางก็คงจะยังเป็นเหมือนกับที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้. ลองยกกรีซขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็ได้ - นิกายออร์โทดอกซ์เป็นแรงผลักดันอันทรงพลังที่อยู่เบื้องหลังกระแสชาตินิยม และความรู้สึกต่อต้านโลกตะวันตก และกระแสต่อต้านตะวันตกในการเมืองกรีซเพียงหนึ่งทศวรรษที่แล้ว ก็สะท้อนความหวาดระแวงและมุมมองต่อโลกตะวันตกที่รุนแรง ไม่ต่างจากที่เราได้ยินจากผู้นำในโลกมุสลิมปัจจุบัน

    วัฒนธรรมของคริสตจักรนิกายออร์โทดอกซ์นั้น มีความแตกต่างอย่างมากจากวัฒนธรรมของโลกตะวันตกหลังยุครู้แจ้ง (post-Enlightenment) ซึ่งเน้นการแบ่งแยกระหว่างทางธรรมและทางโลก ระบอบทุนนิยม และความสำคัญของปัจเจกชน. คริสตจักรออร์โทดอกซ์ยังมีความกลัวโลกตะวันตกหลายประการที่ตกค้างมาจากยุคก่อนๆ และความกลัวเหล่านี้ก็มีส่วนคล้ายกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยของชาวมุสลิมปัจจุบัน กล่าวคือ ความกลัวว่า มิชชันนารีจากตะวันตกจะมาหว่านล้อมให้คนเปลี่ยนศาสนา แนวโน้มที่จะมองศาสนาว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องและอนุรักษ์ชุมชนและวัฒนธรรม และความหวาดระแวงว่าโลกตะวันตกนั้น "เสื่อมทราม" (corrupted) และยังไม่ละทิ้งลัทธิล่าอาณานิคม

    ดังนั้นถึงแม้โลกจะไม่มีอิสลาม มอสโคว์ก็จะยังคงมีอิทธิพลเป็นพิเศษในพื้นที่ตะวันออกกลางที่คนนับถือคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ ในฐานะ "ศูนย์กลาง" นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกแห่งสุดท้ายในโลก โลกออร์โทดอกซ์จะยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการชิงดีชิงเด่นระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตกในสงครามเย็น. แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington ผู้ประพันธ์หนังสือขายดีที่เต็มไปด้วยอคติเรื่อง The Clash of Civilizations - ผู้แปล) เองก็พูดถึงโลกคริสต์ออร์โทดอกซ์ว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่อยู่ระหว่างการ "ปะทะ" ทางวัฒนธรรมกับโลกตะวันตก

    การยึดครองอิรักของอเมริกาปัจจุบันไม่มีวันเป็นที่ต้อนรับของชาวอิรักมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าชาวอิรักเหล่านั้นนับถือศาสนาคริสต์ สหรัฐอเมริกาไม่ได้โค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน (ผู้นำที่ชาตินิยมอย่างรุนแรงและไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น) เพราะเขาเป็นชาวมุสลิม ชนชาติอื่นๆ ในโลกอาหรับจะยังคงสนับสนุนชาวอาหรับในอิรักในความพยายามที่จะดำรงชีวิตอย่างเจ็บช้ำภายใต้การยึดครอง ไม่มีประเทศใดในโลกต้อนรับการยึดครองของชาวต่างชาติ และการฆ่าสังหารพลเมืองของประเทศตัวเองด้วยน้ำมือของทหารต่างชาติ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กลุ่มคนที่ถูกข่มขู่จากกองกำลังต่างชาติ มักจะดิ้นรนหาอุดมการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรม และสรรเสริญการลุกฮือขึ้นต่อต้านของพวกเขา ศาสนาก็เป็นหนึ่งในอุดมการณ์ทำนองนั้น

    ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นภาพของ "โลกไร้อิสลาม" ภายใต้การสันนิษฐานของผม มันคือตะวันออกกลางที่ถูกครอบงำด้วยคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออก โลกที่หวาดระแวงและแม้กระทั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อโลกตะวันตก ทั้งในประวัติศาสตร์และโดยจิตวิทยา ออร์โทดอกซ์ตะวันออกมีอิทธิพลเหนือดินแดนที่ยังมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์สูง มีจิตสำนึกและความไม่พอใจโลกตะวันตกอย่างรุนแรง เคยถูกกองทัพล่าอาณานิคมจากตะวันตกรุกรานซ้ำซาก ทรัพยากรถูกควบคุมจัดการ พรมแดนถูกมหาอำนาจตะวันตกวาดใหม่ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง ระบอบการปกครองถูกจัดตั้งให้สยบยอมต่ออำนาจตะวันตก ปาเลสไตน์จะยังคงถูกทำลายต่อไป อิหร่านจะยังคงเป็นประเทศชาตินิยมจัด เราจะยังคงเห็นชาวปาเลสไตน์ต่อต้านชาวยิว, ชาวเชเช็น (Chechen) ต่อต้านชาวรัสเซีย, ชาวอิหร่านต่อต้านชาวอังกฤษและอเมริกัน, ชาวแคชเมียร์ต่อต้านชาวอินเดีย, ชาวทมิฬต่อต้านชาวสิงหลในศรีลังกา, และชาวอุยเกอร์ (Uighur) และชาวทิเบตต่อต้านชาวจีน, ตะวันออกกลางจะยังคงเห็นโมเดลที่น่ายกย่องจากหน้าประวัติศาสตร์ นั่นคืออาณาจักรไบแซนทีนที่ดำรงอยู่ได้นานกว่า 2,000 ปี เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาที่พวกเขาใช้แสดงอัตลักษณ์ในหลายแง่มุม แนวคิดเช่นนี้จะทำให้รอยร้าวระหว่างตะวันออก-ตะวันตก ดำรงอยู่ต่อไป นี่ไม่ใช่ภาพแห่งสันติภาพที่น่าสบายใจเลย

    แน่นอน ผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระหากจะเถียงว่าการดำรงอยู่ของอิสลามไม่ส่งผลกระทบอย่างเป็นเอกเทศใดๆ เลยต่อตะวันออกกลาง หรือความสัมพันธ์ตะวันออก-ตะวันตก อิสลามเป็นพลังที่สร้างความสมัครสมานสามัคคีอย่างเหนียวแน่นในระดับภูมิภาค ในฐานะศาสนาสากลระดับโลก อิสลามได้สร้างอารยธรรมอันกว้างขวางที่มีหลักการร่วมกันมากมาย ทั้งในด้านปรัชญา ศิลปะ และสังคม ตลอดจนทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตที่เปี่ยมศีลธรรม สำนึกในความยุติธรรม ระบอบกฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล ทั้งหมดนี้ในวัฒนธรรมชั้นสูงที่ฝังรากลึก ในฐานะพลังทางวัฒนธรรมและศีลธรรม อิสลามได้ช่วยสร้างสะพานเชื่อมความแตกต่างทางชาติพันธุ์ในหมู่ชาวมุสลิมที่หลากหลาย สนับสนุนให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอารยธรรมมุสลิมระดับโลก เพียงข้อนี้ข้อเดียวก็ทำให้อิสลามมีน้ำหนักมากแล้ว นอกจากนี้ อิสลามยังส่งผลกระทบต่อภูมิศาสตร์การเมืองด้วย กล่าวคือ ถ้าโลกไม่มีอิสลาม ประเทศอิสลามในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกวันนี้ โดยเฉพาะปากีสถาน บังคลาเทศ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็จะอยู่ในโลกของฮินดูแทน

    อารยธรรมอิสลามสร้าง "อุดมการณ์ร่วม" ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกสามารถใช้ในการร้องขอความช่วยเหลือในการต่อต้านอิทธิพลของโลกตะวันตกที่คืบคลานเข้ามา ถึงแม้ว่าคำอุทธรณ์นั้นจะไม่สามารถยับยั้งกระแสการล่าอาณานิคมของตะวันตกได้ มันก็สร้าง "ความทรงจำทางวัฒนธรรม" (cultural memory) ว่าชาวมุสลิมทั้งมวลมีโชคชะตาร่วมกัน ซึ่งเป็นความทรงจำที่ไม่เคยลบเลือน มหาอำนาจยุโรปสามารถใช้กลยุทธ์ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ในการปกครองชาวแอฟริกัน เอเชีย และอเมริกาใต้จำนวนมาก ที่ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจตะวันตกทีละราย. การต่อต้านที่สามัคคีกันในระดับข้ามชาติระหว่างผู้คนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากจะทำให้สำเร็จ ในเมื่อพวกเขาไม่มีสัญลักษณ์ร่วมทางชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมใดๆ ที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านได้
    ในโลกไร้อิสลาม มหกรรมล่าอาณานิคมของโลกตะวันตกจะพบว่าสามารถแบ่งแยก ยึดครอง และปกครองทวีปตะวันออกกลางและเอเชียได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม ประชากรในดินแดนเหล่านี้จะไม่มีความทรงจำร่วมทางวัฒนธรรมใดๆ ที่บันทึกความอดสูและความพ่ายแพ้ในภูมิภาคหลงเหลืออยู่อีกต่อไป นี่เป็นเหตุผลหลักที่อธิบายว่า เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงกำลังถูกถอดเขี้ยวเล็บในโลกมุสลิม เทคโนโลยีโทรคมนาคมและภาพถ่ายผ่านดาวเทียมในปัจจุบันช่วยสร้างสำนึกแห่งตัวตน (self-consciousness) ที่เข้มข้นมากในหมู่ชาวมุสลิม และความรู้สึกว่าโลกตะวันตกกำลังรุกรานวัฒนธรรมอิสลาม การรุกรานนี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นสมัยใหม่ แต่เกี่ยวกับความกระหายไม่มีวันสิ้นสุดของโลกตะวันตกที่อยากครอบงำพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ทรัพยากร และแม้กระทั่งวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ซึ่งอาจเรียกรวมๆ ว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างตะวันออกกลางที่ "สนับสนุนอเมริกา" (pro-American) แต่โชคร้ายที่สหรัฐอเมริกาคิดเอาเองอย่างไร้เดียงสาว่า อิสลามคือสิ่งเดียวที่ยืนอยู่ระหว่างอเมริกากับเป้าหมายดังกล่าว
    แต่ถ้าเราพูดถึงการก่อการร้ายล่ะ? นี่เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่โลกตะวันตกชอบผูกโยงเข้ากับอิสลามในปัจจุบัน ถ้าจะกล่าวอย่างรวบรัดที่สุด โศกนาฏกรรม 9/11 จะเกิดขึ้นหรือไม่ถ้าโลกไม่มีอิสลาม? ถ้าความเจ็บแค้นของตะวันออกกลาง ซึ่งมีรากมาจากความโกรธแค้นต่อนโยบายและพฤติกรรมของอเมริกาที่บ่มเพาะมานานหลายสิบปี ถูกห่อหุ้มด้วยธงที่ไม่ใช่อิสลาม เหตุการณ์จะออกมาไม่เหมือนเดิมหรือไม่? กรณีนี้ก็เหมือนกับกรณีอื่นๆ คือ เราต้องจำให้ได้ว่าเป็นเรื่องง่ายเพียงใดที่จะยกศาสนาขึ้นมาบังหน้า ทั้งๆ ที่ต้นเหตุจริงๆ คือความเจ็บแค้นเรื่องอื่นที่มีมานานหลายสิบปี สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2001 ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเรื่อง สำหรับผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ที่จี้เครื่องบินในวันนั้น อิสลามเปรียบเสมือนแว่นขยายในแสงแดดจ้าที่รวบรวมความเจ็บแค้นร่วมหลายๆ ประการเข้าด้วยกัน แล้วนำความเจ็บแค้นเหล่านั้นมาขมวดเข้ากัน โฟกัสเป็นรังสีรุนแรง เป็นชั่วขณะแห่งความชัดเจนว่าจะต้องจัดการกับผู้บุกรุกชาวต่างชาติอย่างไร

    ในโฟกัสของโลกตะวันตกที่มองการก่อการร้ายว่าเป็น "ฝีมือ" ของอิสลาม ความทรงจำทั้งหลายมีอายุสั้นมาก ทหารกองโจรของอิสราเอลใช้วิธีก่อการร้ายกับชาวอังกฤษในปาเลสไตน์, ชาวทมิฬ "ไทเกอร์" ในศรีลังกาผู้นับถือศาสนาฮินดู เป็นผู้คิดค้นศิลปะแห่งการใช้เสื้อเกราะติดระเบิดพลีชีพ และทำสถิตินำหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ ในการใช้วิธีระเบิดพลีชีพนานนับทศวรรษ รวมทั้งในการสังหารราจีฟ คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, ผู้ก่อการร้ายชาวกรีกสังหารเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันหลายครั้งในกรุงเอเธนส์, ขบวนการก่อการร้ายชาวซิกข์ที่ทำงานอย่างเป็นระบบสังหารนางอินธิรา คานธี ก่อจลาจลในอินเดีย ก่อตั้งฐานที่มั่นข้ามทวีปในแคนาดา และทำให้เครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์อินเดียตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก

    ผู้ก่อการร้ายชาวมาซีโดเนีย (Macedonia ดินแดนตอนใต้ของกรีซ) เป็นที่หวาดผวาไปทั่วคาบสมุทรบัลข่านในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, การลอบสังหารผู้นำหลายสิบครั้งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นฝีมือของ "นักอนาธิปไตย" ชาวยุโรปและอเมริกัน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่ว, กองทัพกู้ชาติไอริช (Irish Republican Army หรือ IRA) ใช้วิธีก่อการร้ายอันโหดเหี้ยมนานัปการในการต่อสู้กับอังกฤษต่อเนื่องนานหลายสิบปี, เช่นเดียวกับที่กองโจรคอมมิวนิสต์และกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเวียดนามใช้ในการต่อสู้กับทหารอเมริกัน, คอมมิวนิสต์ในมลายูใช้ต่อสู้กับทหารอังกฤษในทศวรรษ 1950, ผู้ก่อการร้ายชาวเมาเมา (Mau Mau) ใช้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่อังกฤษในเคนยา, และกรณีอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ผู้ก่อการร้ายไม่จำเป็นต้องเป็นชาวมุสลิมเท่านั้น

    ประวัติการก่อการร้ายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ให้ภาพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก สถิติของยูโรโปล (Europol หน่วยงานตำรวจของสหภาพยุโรป) ระบุว่า เกิดเหตุก่อการร้าย 498 ครั้งในสหภาพยุโรปในปี 2006 เพียงปีเดียว ในจำนวนนี้ 424 ครั้งเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่เหลืออีก 55 ครั้งเป็นฝีมือของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง อีก 18 ครั้งเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม แน่นอน มีความพยายามที่จะก่อการร้ายจำนวนหนึ่งที่ถูกทางการระงับได้ก่อนลงมือ ในชุมชนชาวมุสลิมที่ถูกสอดส่องอย่างเข้มงวด แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็บ่งบอกขอบเขตอันกว้างขวางของอุดมการณ์ของกลุ่มคนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย

    ด้วยเหตุนี้ เป็นเรื่องยากนักหรือที่เราจะจินตนาการว่าชาวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์หรือมุสลิม ซึ่งโกรธแค้นอิสราเอลหรือการบุกรุก การโค่นล้ม และการแทรกแซงอย่างไม่จบสิ้นของลัทธิล่าอาณานิคม จะใช้เทคนิคการก่อการร้ายหรือก่อสงครามกองโจรในลักษณะคล้ายคลึงกัน? คำถามที่อาจจะเหมาะสมกว่าคือ ทำไมมันไม่เกิดขึ้นเร็วกว่านี้? ในขณะที่กลุ่มหัวรุนแรงทั้งหลายแจกแจงความเจ็บแค้นของพวกเขาในยุคโลกาภิวัตน์ของเรา ทำไมเราถึงจะไม่ควรคาดหวังว่าพวกเขาจะบุกรุกเข้าไปถึงหัวใจของโลกตะวันตก?

    ถ้าอิสลามเกลียดชังความเป็นสมัยใหม่จริง เหตุใดชาวมุสลิมจึงรอให้ถึง 9/11 ก่อนจะลงมือ? และเหตุใดผู้นำทางความคิดชาวมุสลิมหลายคน จึงประกาศตอนต้นศตวรรษที่ 20 ว่า โลกมุสลิมต้องยอมรับความเป็นสมัยใหม่ ในขณะที่ปกป้องวัฒนธรรมอิสลามไปด้วยในเวลาเดียวกัน? เป้าหมายในยุคแรกๆ ของโอซามา บิน ลาเดน ไม่ใช่ความเป็นสมัยใหม่เลย เขาพูดถึงปาเลสไตน์ รองเท้าบู้ทอเมริกันบนแผ่นดินซาอุดิอาระเบีย ผู้นำซาอุภายใต้การควบคุมของอเมริกา และ "ชาวครูเสด" สมัยใหม่ ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ความโกรธแค้นของชาวมุสลิมหัวรุนแรงเพิ่งปะทุขึ้นบนแผ่นดินอเมริกันในปี 2001 ในทางที่เป็นปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์สมัยก่อนและสมัยใหม่ และต่อนโยบายของอเมริกัน ถ้าไม่มี 9/11 เหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

    ถึงแม้ว่าอิสลามในฐานะเครื่องมือต่อต้านจะไม่เคยเกิดขึ้นในโลก ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism) ก็มีจริง อุดมการณ์เบื้องหลังลัทธินี้อาจนับเป็นผู้ให้กำเนิดกลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มสงครามกองโจร และขบวนการปลดปล่อยระดับชาติจำนวนนับไม่ถ้วน ลัทธิมาร์กซ์มีอิทธิพลต่อกลุ่ม Basque ETA ในสเปน, FARC ในโคลัมเบีย, Shining Path ในเปรู และกองทัพแดงในยุโรป นี่เป็นตัวอย่างจำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้นจากโลกตะวันตก. จอร์จ ฮาบาช (George Habash) ผู้ก่อตั้งองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine) อันร้ายกาจ เป็นชาวคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์และนับถือลัทธิมาร์กซ์ ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงเบรุต ในยุคที่กระแสคลั่งชาติของชาวอาหรับหัวรุนแรงผนวกเข้ากับความคิดรุนแรงในลัทธิมาร์กซ์ ชาวปาเลสไตน์ที่นับถือคริสต์จำนวนมากสนับสนุนการกระทำของฮาบาช

    ชนชาติที่ต่อต้านผู้บุกรุกจากต่างชาติมักจะหา "ธง" เพื่อเผยแพร่และสรรเสริญเป้าหมายของการต่อสู้ของพวกเขา "การต่อสู้ทางชนชั้นระดับโลกเพื่อแสวงหาความยุติธรรม" เป็น "ธง" ที่ปลุกระดมเสียงสนับสนุนได้ดีธงหนึ่ง กระแสชาตินิยมเป็นธงที่ได้ผลยิ่งกว่า แต่ศาสนาเป็นธงที่ได้ผลดีที่สุด เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความเป็นธรรมจากระดับสูงสุดในการเคลื่อนไหว ทุกศาสนาในทุกประเทศยังสามารถใช้กระตุ้นจิตสำนึกร่วมทางชาติพันธุ์และกระแสชาตินิยมได้ ในขณะเดียวกับที่มันไปไกลกว่าธงทั้งสอง โดยเฉพาะในกรณีที่ศัตรูนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ในกรณีเหล่านี้ ศาสนาจะเลิกเป็น "ต้นเหตุ" ของการเผชิญหน้าและการปะทะกัน หากเป็น "เครื่องมือ" ของการกระทำดังกล่าว ธงของขบวนการอาจหายไป แต่ความเจ็บแค้นยังคงอยู่

    พวกเรามีชีวิตอยู่ในยุคที่การก่อการร้ายมักเป็นเครื่องมือที่ผู้อ่อนแอเลือกใช้ กลยุทธ์การก่อการร้ายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถยับยั้งแสนยานุภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์ ของกองทัพอเมริกันในอิรัก อัฟกานิสถาน และประเทศอื่นๆ และด้วยเหตุนั้น สังคมที่ไม่ใช่มุสลิมในหลายๆ ประเทศจึงเรียกบิน ลาเดน ว่า "เช กูวาราคนต่อไป" นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากเห็นว่า วิถีทางของเขาคือการต่อต้านมหาอำนาจอเมริกันที่ประสบความสำเร็จ. บิน ลาเดน คือตัวอย่างของผู้อ่อนแอกว่าที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้รุกราน มุมมองแบบนี้อยู่เหนืออิสลามหรือวัฒนธรรมตะวันออกกลางใดๆ ทั้งมวล

    เมื่อเรามีสิ่งเดียวกันมากกว่าเดิม
    แต่คำถามก็ยังมีอยู่ว่า ถ้าโลกไม่มีอิสลาม โลกจะมีสันติภาพมากกว่านี้หรือไม่? ในบริบทของความตึงเครียดระหว่างตะวันออกกับตะวันตก อิสลามเป็นปัจจัยที่สะเทือนอารมณ์ เป็นความซับซ้อนอีกชั้นหนึ่งที่ทำให้เราหาวิธีแก้ปัญหาได้ยากกว่าเดิม แต่อิสลามก็ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้ มันอาจดูเป็นเรื่องฉลาดที่จะควานหาข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอานที่ดูเหมือนจะอธิบายได้ว่า "เหตุใดพวกเขาจึงเกลียดพวกเรา" แต่การกระทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการมองข้ามธรรมชาติของเหตุการณ์อย่างคนตาบอด เป็นเรื่องง่ายที่จะชี้อิสลามว่าเป็นต้นเหตุของ "ปัญหา". แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ ง่ายกว่าความพยายามที่จะวิเคราะห์ผลกระทบของรอยเท้าอันทรงพลังของสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก ที่ประทับไปทั่วโลก

    โลกไร้อิสลามจะยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งนองเลือดส่วนใหญ่ ที่ครอบงำสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์การเมืองด้วยสงครามและความเดือดร้อนแสนสาหัส ถ้าไม่ใช้ศาสนา กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะใช้ "ธง" อื่น ที่พวกเขาจะสามารถเผยแผ่กระแสชาตินิยมและเป้าหมายแห่งการปลดปล่อย แน่นอน ประวัติศาสตร์คงจะไม่เดินตามทางที่มันเดินจริงๆ แต่ในเบื้องลึกที่สุด ความขัดแย้งระหว่างตะวันออกและตะวันตกก็จะยังคงเป็นความขัดแย้งในประเด็นหลักๆ ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองที่สำคัญที่สุดตลอดมาในประวัติศาสตร์มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาติพันธุ์, ชาตินิยม, ความโลภ, ทรัพยากร, ผู้นำท้องถิ่น, เขตอิทธิพล, ผลประโยชน์ทางการเงิน, อำนาจ, การแทรกแซง, ตลอดจนความเกลียดชังคนนอก, ผู้บุกรุก, และนักล่าอาณานิคม เมื่อคำนึงว่าคนต้องเผชิญกับประเด็นอมตะเหล่านี้ เป็นไปได้อย่างไรที่พลังของศาสนาจะไม่ถูกนำมาใช้?

    เราควรจำไว้ด้วยว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 แทบทุกครั้งเป็นผลผลิตของระบอบการปกครองที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับศาสนา ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ Leopold II แห่งเบลเยียมในคองโก, ฮิตเลอร์, มุสโสลินี, เลนินและสตาลิน, เหมาเจ๋อตุง และพอล พต. ชาวยุโรปเป็นฝ่ายยุแยงให้เกิด"สงครามโลก"สองครั้ง ที่สะเทือนคนที่เหลือทั้งโลก ซึ่งเป็นความขัดแย้งระดับโลกสองครั้ง ที่ทำความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ใดในประวัติศาสตร์อิสลามจะเทียบเคียงได้

    บางคนอาจฝันถึง "โลกไร้อิสลาม" ที่ปัญหาดังกล่าวข้างต้นไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกัน และวิกฤตที่เกิดขึ้นในโลกใบนั้นอาจมีหน้าตาไม่แตกต่างกันมากนักจากโลกของเราทุกวันนี้.

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
    เกี่ยวกับผู้เขียน: Graham Fuller เคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการสภาข่าวกรองแห่งชาติ ประจำซีไอเอ (CIA) ของอเมริกา ทำหน้าที่ดูแลการพยากรณ์ยุทธศาสตร์ระยะยาว ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษสอนประวัติศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัย Simon Fraser ในกรุงแวนคูเวอร์ แคนาดา เป็นผู้เขียนหนังสือมากมายเกี่ยวกับตะวันออกกลาง รวมทั้งเรื่อง "The Future of Political Islam" ("อนาคตของการเมืองอิสลาม") ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 2003

    FROM www.midnightuniv.org

    March 15

    The wise man was created by The Creator

    เมื่อกล่าวถึงการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่า “มนุษย์” ตำราเรียนบอกเราว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิงตามแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการ ของชาลส์ ดาร์วิน ผู้เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการยอมรับจากมนุษย์ทั่วโลกจนกลายเป็นกระแสหลักในปัจจุบัน แต่ในศาสนาอิสลามมีการกล่าวถึงการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างออกไปจากทฤษฎีดังกล่าว ในพระคัมภีร์อัลกรุอ่านซึ่งเป็นวจนะของผู้ทรงเอกะ (Allah) กล่าวไว้ว่า

     

    “โอ้มนุษย์ทั้งหลายถ้าหากพวกเจ้าสงสัย ในเรื่องการบังเกิดขึ้นใหม่หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ให้พวกเจ้าจงพิจารณาดูเถิด ความจริงเราได้สร้างพวกเจ้าขึ้นมาจากดิน ต่อมาเราได้สร้างพวกเจ้าขึ้นมาจากการปฏิสนธิ (ระหว่างเชื้ออสุจิของชายและไข่ของสตรี) หลังจากนั้นเป็นก้อนเลือด หลังจากนั้นจากก้อนเนื้อ ที่ครบร่าง และไม่ครบร่าง และเราให้ตัวอ่อนสถิตอยู่ในมดลูก ตามที่เราประสงค์ จนถึงเวลาที่กำหนดไว้ แล้วเราให้พวกเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก เพื่อพวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยฉกรรจ์ของพวกเจ้า และในหมู่พวกเจ้ามีผู้ถูกนำกลับไปสู่วัยที่ต่ำต้อย วัยชราเพื่อเขาจะไม่รู้อะไรเลย หลังจากที่ได้เคยรู้มาก่อน (อัลกุรอ่าน ซูเราะฮอัลฮัจญ์ อายะฮที่5)”

     

    คำถามพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่ขนานนามตนเองว่า “มนุษย์”

    เมื่อมนุษย์ต้องการเพียงแค่อาหารที่จะใส่ท้องมิให้ท้องว่าง แล้วจะทำอย่างไรให้มีอาหารมาบำบัดความหิว คำตอบที่ได้คงมากมายและแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถทางสติปัญญา ความสามารถทางกำลังกาย รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทั้ง สภาพสังคมการเมืองและสภาพสังคมเศรษฐกิจ

    มนุษย์มิได้ต้องการเพียงแค่อาหารมาบำบัดความหิวเท่านั้น เพราะสิ่งมีชีวิตที่พิเศษยิ่งนี้มีความต้องการขั้นพื้นฐานมากกว่าเรื่องของปากท้อง มนุษย์จำเป็นยิ่งที่ต้องรู้จักธรรมชาติของตัวเองและต้องรู้จักธรรมชาติของสรรพสิ่งที่แวดล้อมตัวเอง คำถามที่ตามมาคือ มนุษย์มาอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่มนุษย์ตายแล้ว? ถ้าเราลองพิจารณาบ้าง มนุษย์นั้น ทุกนามเพศวัยมีชีวิตขึ้นมาพร้อมกับคำถามมากมาย “มนุษย์”นั้นคืออะไร? จุดหมายปลายทางของมนุษย์คืออะไร? และจะทำอย่างไรที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางนั้น? การมีชีวิตแบบใดเล่าถือว่าเป็นชีวิตที่ถูกต้อง ? และจะทำอย่างไรจึงจะดำเนินชีวิตอย่างนั้นได้? คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ บางชีวิตใส่ใจกับคำถามและพยายามแสวงหาคำตอบ บ้างก็พบแสงเทียนที่ริบรี่ของคำตอบแต่ละเลยที่จะจุดเทียนเล่มนั้นให้สว่างไสว บ้างก็พบแสงเทียนที่สว่างไสวและมองเห็นคำตอบอยู่เบื้องหน้า อีกทั้งแบ่งปันแสงสว่างแก่เพื่อนรอบข้างอีกด้วย แต่ในบางชีวิตกลับไม่พบแสงสว่างใดๆเลย เขายังคงเดินท่ามกลาง แสงที่มืด”

    ถ้าเราลองมาพิจารณาอีกว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ไหมที่จะหาคำตอบจากคำถามเหล่านี้ มนุษย์ไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใดที่จะนำไปสู่การแสวงหาคำตอบ แต่การขาดแคลนยิ่งกว่านั้นคือการขาดคำตอบโดยที่ไม่พยายามแสวงหาคำตอบ ในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ ทั้งแสงตะวันที่ให้แสงสว่าง สายลมที่พัดใบไม้เคลื่อนไหวและสายฝนที่หลั่งมาจากฟ้าทำให้พรรณไม้งอกงาม มนุษย์ไม่สามารถถามแสงตะวัน สายลม และสายฝน ว่ามันคืออะไร และทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น แต่มนุษย์เองสามารถแสวงหาคำตอบจากปรากฏการณ์นั้นซึ่งมิเคยทำหน้าที่ของมันบกพร่องเลย ด้วยการสังเกตความเคลื่อนไหวของมัน เสมือนหนึ่งว่าสรรพสิ่งที่แวดล้อมมนุษย์ในธรรมชาติซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาจักเป็นตำราเล่มใหญ่ให้มนุษย์ได้แสวงหาคำตอบจากคำถามต่างๆมากมาย

    มนุษย์มี “สติปัญญา” (ซึ่งได้รับ) ที่จะแสวงหาคำตอบ

    มนุษย์ดำรงอยู่ในจักรวาลที่ถูกควบคุมโดยกฎอย่างหนึ่ง และทุกสิ่งที่อยู่ในนั้นก็ปฏิบัติตามวิถีทางที่ได้ถูกกำหนดไว้สำหรับมัน สำหรับมนุษย์ผู้มีสติปัญญาแล้วมีหน้าที่พิจารณาใคร่ครวญ(reflect)ต่อกฎอันยิ่งใหญ่ดังกล่าว ความพิเศษยิ่งของมนุษย์นั้นมีชีวิตขึ้นมาพร้อมกับ “สติปัญญา” จึงมีความสามารถที่จะคิดและตัดสิน หรือเลือก(ยอมรับ)และปฏิเสธ(ปิดบัง) อีกทั้งมนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไรก็ตามที่ปรารถนาตามอุดมการณ์ที่เขายึดถือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งมนุษย์มีเจตนารมณ์เสรีพร้อมด้วยสติปัญญาซึ่งทำให้เขามีเสรีภาพที่จะคิด เลือก และปฏิบัติ ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆที่ขาดสติปัญญา ฉะนั้นจึงไม่มีการบังคับใดๆทั้งสิ้นให้เขาต้องปฏิบัติตามลัทธิหรือความเชื่อใดๆที่มีอยู่ โดยกฎอย่างหนึ่งที่ยิ่งใหญ่แล้วมนุษย์เกิดมาภายใต้กฎนั้น แรกมีชีวิตมนุษย์เปรียบดังผ้าขาว (ซึ่งที่จริงแล้วเป็นยิ่งกว่าผ้าขาวเพราะผ้าขาวมีคุณสมบัติอื่นมาแต้มคือสีขาว) เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นมาในสังคมซึ่งประกอบด้วยสีต่างๆ มากมายให้มนุษย์ได้คิดและเลือกที่จะเชื่อและปฏิบัติตาม จนมนุษย์ถูกทำให้บิดพลิ้วไปจากกฎที่มีอยู่เดิมอันยิ่งใหญ่ที่ควรจะเป็น

     

     

     

     

    ใน “เสรีภาพ” คือ “บททดสอบ”

    มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสติปัญญา อีกทั้งยังมีเสรีภาพที่จะคิดและปฏิบัติในสิ่งใดๆที่ปรารถนาแล้ว ใช่ว่าจะจบลงเพียงแค่นั้น ในเสรีภาพและสติปัญญาที่มนุษย์ได้รับมีบททดสอบอยู่เสมอ สติปัญญาและเสรีภาพนั้นถูกใช้ไปเพื่อสิ่งใด หมายความว่าการเลือกที่จะกระทำใดๆโดยใช้สติปัญญาและเสรีภาพคิดใคร่ครวญนั้นคือการทดสอบที่ใหญ่ยิ่ง และไม่มีการบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ถ้ามีการบังคับการทดสอบก็ไร้ความหมาย เช่นเดียวกับข้อสอบอัตนัยและปรนัย สำหรับข้อสอบปรนัย ถ้าสติปัญญาและเสรีภาพคือคำถาม คำตอบที่ได้นั้นมีเพียงตัวเลือกสี่ข้อ คุณมีสิทธิ์เลือกในสี่ข้อนี้เท่านั้น ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุดที่ควรจะเป็น นี่คือลักษณะของการบังคับให้เลือก ส่วนข้อสอบอัตนัยถ้าสติปัญญาและเสรีภาพคือคำถาม คุณมีกระดาษเปล่าที่ไม่มีแต่เส้นบรรทัดสำหรับเขียนคำตอบ ในชีวิตมนุษย์นั้นมีสิ่งต่างๆถาโถมเข้ามาสู่ความนึกคิด ทั้งสิ่งที่ทำให้มนุษย์พบแสงสว่างและสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงทาง หน้าที่ของมนุษย์คือใช้สติปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ(Reflect) ในสิ่งเหล่านั้น นี่คือการทดสอบที่ใหญ่ยิ่งจากพระผู้ทรงสร้าง (The Creator)

     

    2040918310_c58da9c079_b

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เมื่อ...ฉันยังเล็กฉันถามว่า ทำไมนกถึงบินได้ พ่อแม่บอกฉันว่า “เพราะมันมีปีกไง”

    เมื่อ...ฉันยังเด็กฉันถามว่า ตัวฉันมาจากไหน พ่อแม่บอกฉันว่า “มาจากพ่อกับแม่ไง”

    เมื่อ...ฉันเป็นวัยรุ่นฉันถามว่า วันๆเรามีชีวิตเพื่อทำอะไร เพื่อนๆบอกฉันว่า “ก็ไปเล่นเกมส์กับจีบสาวไง”

    เมื่อ...ฉันเป็นหนุ่มสาวฉันถามว่า ชีวิตของเรากำลังแสวงหาอะไรกัน เพื่อนหนุ่มสาวบอกฉันว่า “ก็ความอิสระไง”

    เมื่อ...ฉันเป็นผู้ใหญ่ฉันถามว่า เป้าหมายของชีวิตนี้คืออะไร ผู้ใหญ่อีกคนบอกฉันว่า “ทำงาน แต่งงาน มีครอบครัว”

    เมื่อ...ฉันแก่ชราฉันถามว่า ชีวิตที่ใกล้ดับนี้ต้องการสิ่งใดมากที่สุด ผู้แก่ชราอีกคนบอกฉันว่า “อยากมีลูกหลานมาอยู่เคียงข้าง”

    และเมื่อ...ฉันคือมนุษย์ฉันถามว่าเรามีชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร เพื่อนที่ฉันไม่รู้จักบอกฉันว่า“สติปัญญาจะบอกคุณเอง”

     

                                                                                                                                                                                                                         

                                                                                                                                          by  LE MUSULMAN2103061157_7eb3df0c46_o

    รูปภาพ5 Blue_morpho_butterflyaa